"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑
๑๗ พ.ค.๖๑
๑๗ พ.ค.๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
ประวิทย์ เปรื่องการ
กล่าวนำ
การสอนครั้งนี้เป็นวิทยาทาน เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน และ "เสริมความรู้" ที่พึงได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาหลักการเป็นข้อมูลที่ยุติแล้ว (pure knowledge) ไร้การวิพากษ์วิจารณ์ หรือให้ความเห็นใด ๆ อันอาจทำให้ผู้เรียนสับสน หากจำเป็นจะหมายเหตุไว้ เมื่อนำไปใช้ขอได้ตรวจสอบกับข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบ ฯลฯ ที่อ้างอิงอีกครั้ง
อนุญาตให้นำเนื้อหาที่สอนทั้งหมดไปเผยแพร่โดยไม่แต่งเติม ตัดต่อ หรือดำเนินการทางการค้าใด ๆ ถ้าพบข้อบกพร่องหรือสงสัย โปรดติดต่อผู้สอนทางห้อง LINE นี้โดยตรง
อนุญาตให้นำเนื้อหาที่สอนทั้งหมดไปเผยแพร่โดยไม่แต่งเติม ตัดต่อ หรือดำเนินการทางการค้าใด ๆ ถ้าพบข้อบกพร่องหรือสงสัย โปรดติดต่อผู้สอนทางห้อง LINE นี้โดยตรง
ขอขอบคุณ
บทที่ ๑
พัฒนาการ
พัฒนาการ
๑.๑ ปฐมบทวินัย*
เมื่อกล่าวถึงข้าราชการในสมัยก่อน จะแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายทหาร (สมุหกลาโหม) และฝ่ายพลเรือน (สมุหนายก) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นกระทรวง ทบวง กรม งานด้านสมุหกลาโหม จะสังกัดกระทรวงกระลาโหม กระทรวงทหารบกทหารเรือ ส่วนงานด้านสมุหนายก จะสังกัดกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงธรรมการ กระทรวงเกษตราธิการ เป็นต้น ดังนั้น ในช่วงดังกล่าวนอกจากข้าราชการสังกัดกระทรวงกระลาโหม กระทรวงทหารบกทหารเรือที่เป็น "ข้าราชการฝ่ายทหาร" แล้ว จะเรียกข้าราชการที่สังกัดกระทรวงอื่นว่า "ข้าราชการฝ่ายพลเรือน" ทั้งสิ้น
คำว่า "ข้าราชการพลเรือน" ที่ไม่มีคำว่า "ฝ่าย" เพิ่งจะใช้อย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๗๑ ซึ่งหมายถึง ข้าราชการฝ่ายพลเรือนอีกประเภทหนึ่ง นอกเหนือจากข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ที่แยกมามีคณะกรรมการ (Board) ในการบริหารงานบุคคลเป็นของตนเองในกาลต่อมา
ย้อนไปในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๖๘ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงกระลาโหม ทรงเสนออภิรัฐมนตรีสภา (สภาที่ปรึกษาขององค์พระมหากษัตริย์ ปัจจุบันคือ คณะองคมนตรี) ว่า ควรมีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ..พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ รับไปพิจารณาวางระเบียบ..เมื่อถวายร่างระเบียบมาแล้ว ทรงให้ผนวกการลงโทษเข้าไปด้วย โดยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชบัญญัติการลงโทษข้าราชการ เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๔๖๙ และโปรดเกล้าฯ ให้ขอความเห็นจากเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง กระทั่งเสนาบดีสภาเห็นชอบ จึงส่งร่างไปให้กรมร่างกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม (ปัจจุบันคือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา) พิจารณา เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑ และเสนอเสนาบดีสภาพิจารณาเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๑ ประกาศใช้เป็น "พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พระพุทธศักราช ๒๔๗๑ เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑ ให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๒ เป็นต้นไป
จากการประชุมของคณะอภิรัฐมนตรีสภา และเสนาบดีสภากระทรวงต่าง ๆ เพื่อตราระเบียบข้าราชการพลเรือนหลายครั้ง ระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๗๑ ได้ข้อสรุปหลักการสำคัญ ๒ ประการ คือ
(๑) ให้แยกวินัยข้าราชการพลเรือนออกจากวินัยทหาร
(๒) ให้แยกวินัยออกจากอาญา
เมื่อกล่าวถึงข้าราชการในสมัยก่อน จะแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายทหาร (สมุหกลาโหม) และฝ่ายพลเรือน (สมุหนายก) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นกระทรวง ทบวง กรม งานด้านสมุหกลาโหม จะสังกัดกระทรวงกระลาโหม กระทรวงทหารบกทหารเรือ ส่วนงานด้านสมุหนายก จะสังกัดกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงธรรมการ กระทรวงเกษตราธิการ เป็นต้น ดังนั้น ในช่วงดังกล่าวนอกจากข้าราชการสังกัดกระทรวงกระลาโหม กระทรวงทหารบกทหารเรือที่เป็น "ข้าราชการฝ่ายทหาร" แล้ว จะเรียกข้าราชการที่สังกัดกระทรวงอื่นว่า "ข้าราชการฝ่ายพลเรือน" ทั้งสิ้น
คำว่า "ข้าราชการพลเรือน" ที่ไม่มีคำว่า "ฝ่าย" เพิ่งจะใช้อย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๗๑ ซึ่งหมายถึง ข้าราชการฝ่ายพลเรือนอีกประเภทหนึ่ง นอกเหนือจากข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ที่แยกมามีคณะกรรมการ (Board) ในการบริหารงานบุคคลเป็นของตนเองในกาลต่อมา
ย้อนไปในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๖๘ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงกระลาโหม ทรงเสนออภิรัฐมนตรีสภา (สภาที่ปรึกษาขององค์พระมหากษัตริย์ ปัจจุบันคือ คณะองคมนตรี) ว่า ควรมีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ..พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ รับไปพิจารณาวางระเบียบ..เมื่อถวายร่างระเบียบมาแล้ว ทรงให้ผนวกการลงโทษเข้าไปด้วย โดยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชบัญญัติการลงโทษข้าราชการ เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๔๖๙ และโปรดเกล้าฯ ให้ขอความเห็นจากเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง กระทั่งเสนาบดีสภาเห็นชอบ จึงส่งร่างไปให้กรมร่างกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม (ปัจจุบันคือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา) พิจารณา เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑ และเสนอเสนาบดีสภาพิจารณาเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๑ ประกาศใช้เป็น "พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พระพุทธศักราช ๒๔๗๑ เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑ ให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๒ เป็นต้นไป
จากการประชุมของคณะอภิรัฐมนตรีสภา และเสนาบดีสภากระทรวงต่าง ๆ เพื่อตราระเบียบข้าราชการพลเรือนหลายครั้ง ระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๗๑ ได้ข้อสรุปหลักการสำคัญ ๒ ประการ คือ
(๑) ให้แยกวินัยข้าราชการพลเรือนออกจากวินัยทหาร
(๒) ให้แยกวินัยออกจากอาญา
อธิบายว่า
(๑) หากข้าราชการพลเรือนกระทำผิดวินัย ไม่ให้ใช้อาญาทหาร (ครั้งนั้นมีการใช้คำว่า "อาญา" กับ "วินัย" แทนกันบ่อยครั้ง) ลงแก่ผู้นั้น แม้จะสังกัดกระทรวงฝ่ายทหารก็ตาม และให้ใช้ระเบียบนี้กับข้าราชการฝ่ายพลเรือนทุกสังกัด
(๒) เมื่อข้าราชการพลเรือนกระทำผิดอาญาให้เป็นอำนาจศาลที่จะพิจารณาพิพากษา แต่หากกระทำผิดวินัยให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาลงโทษทางวินัย เปรียบเสมือน "วินัยเป็นกฎบ้าน แต่อาญาเป็นกฎเมือง"
มีข้อสังเกตว่า แนวคิดของผู้เชี่ยวชาญตะวันตก ทั้งอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส คงมีอิทธิพลต่อการยกร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนครั้งนั้นอยู่ไม่น้อย เช่น แนวคิดของนายอาร์.กียอง ที่ปรึกษากรมร่างกฎหมาย ชาวฝรั่งเศส ดังพระดำรัสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ตอนหนึ่งว่า "... ข้าพเจ้าได้ส่งสำเนาหนังสือนายอาร์.กียอง และร่างพระราชบัญญัติซึ่งนายอาร์.กียอง ส่งมานั้น แนบมาพร้อมกับหนังสือนี้ด้วยแล้ว..." ดังนั้น แนวคิดในการยกร่างวางระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน จึงเกิดจากท่านผู้นี้ส่วนหนึ่งประกอบร่างที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงร่างขึ้น รวมถึงแนวพระดำริของอภิรัฐมนตรีสภา และเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ตามที่เล่ามาข้างต้น
หลังจากปรึกษาหารือร่วมกันนานกว่า ๒ ปี กฎหมายฉบับแรกเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน (แม่แบบของ ขรก.ฝ่ายพลเรือนประเภทต่าง ๆ) ก็สำเร็จลุล่วงดังกล่าว ถือเป็นการวางระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในทุกเรื่องตั้งแต่การเข้ารับราชการ จนถึงการออกจากราชการ รวมถึงระบบวินัยด้วย
(๑) หากข้าราชการพลเรือนกระทำผิดวินัย ไม่ให้ใช้อาญาทหาร (ครั้งนั้นมีการใช้คำว่า "อาญา" กับ "วินัย" แทนกันบ่อยครั้ง) ลงแก่ผู้นั้น แม้จะสังกัดกระทรวงฝ่ายทหารก็ตาม และให้ใช้ระเบียบนี้กับข้าราชการฝ่ายพลเรือนทุกสังกัด
(๒) เมื่อข้าราชการพลเรือนกระทำผิดอาญาให้เป็นอำนาจศาลที่จะพิจารณาพิพากษา แต่หากกระทำผิดวินัยให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาลงโทษทางวินัย เปรียบเสมือน "วินัยเป็นกฎบ้าน แต่อาญาเป็นกฎเมือง"
มีข้อสังเกตว่า แนวคิดของผู้เชี่ยวชาญตะวันตก ทั้งอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส คงมีอิทธิพลต่อการยกร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนครั้งนั้นอยู่ไม่น้อย เช่น แนวคิดของนายอาร์.กียอง ที่ปรึกษากรมร่างกฎหมาย ชาวฝรั่งเศส ดังพระดำรัสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ตอนหนึ่งว่า "... ข้าพเจ้าได้ส่งสำเนาหนังสือนายอาร์.กียอง และร่างพระราชบัญญัติซึ่งนายอาร์.กียอง ส่งมานั้น แนบมาพร้อมกับหนังสือนี้ด้วยแล้ว..." ดังนั้น แนวคิดในการยกร่างวางระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน จึงเกิดจากท่านผู้นี้ส่วนหนึ่งประกอบร่างที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงร่างขึ้น รวมถึงแนวพระดำริของอภิรัฐมนตรีสภา และเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ตามที่เล่ามาข้างต้น
หลังจากปรึกษาหารือร่วมกันนานกว่า ๒ ปี กฎหมายฉบับแรกเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน (แม่แบบของ ขรก.ฝ่ายพลเรือนประเภทต่าง ๆ) ก็สำเร็จลุล่วงดังกล่าว ถือเป็นการวางระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในทุกเรื่องตั้งแต่การเข้ารับราชการ จนถึงการออกจากราชการ รวมถึงระบบวินัยด้วย
๑.๒ การพัฒนาระบบวินัย
เมื่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับแรกถูกใช้มาได้ ๕ ปี ก็มีการปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลข้าราชการพลเรือนอีกครั้งในปี ๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย "คณะราษฎร์" เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และมีการพัฒนาระบบมาเป็นลำดับในปี พ.ศ. ๒๔๗๙, ๒๔๘๒, ๒๔๘๕, ๒๔๙๕, ๒๔๙๗, ๒๕๑๘, ๒๕๓๕ และฉบับปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นฉบับที่ ๑๐
การเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าวแต่ละครั้ง จะเกิดการพัฒนาใน ๖ ด้านหลัก ๆ มากบ้างน้อยบ้าง ตามสถานการณ์ของแต่ละช่วงที่แตกต่างกัน คือ
๑. การรักษาวินัย
๒. ฐานความผิดทางวินัย
๓. สถานโทษทางวินัย
๔. กระบวนการสอบสวน
๕. การมอบอำนาจทางวินัย
๖. การตรวจสอบการใช้อำนาจ
เช่น สถานโทษทางวินัย อาจมี ๔ สถานบ้าง ๕ สถานบ้าง หรือฉบับปี พ.ศ. ๒๕๑๘ มี ๖ สถาน ได้แก่
(๑) ภาคทัณฑ์
(๒) ตัดเงินเดือน
(๓) ลดขั้นเงินเดือน
(๔) ให้ออก
(๕) ปลดออก
(๖) ไล่ออก
เป็นต้น่
เมื่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับแรกถูกใช้มาได้ ๕ ปี ก็มีการปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลข้าราชการพลเรือนอีกครั้งในปี ๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย "คณะราษฎร์" เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และมีการพัฒนาระบบมาเป็นลำดับในปี พ.ศ. ๒๔๗๙, ๒๔๘๒, ๒๔๘๕, ๒๔๙๕, ๒๔๙๗, ๒๕๑๘, ๒๕๓๕ และฉบับปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นฉบับที่ ๑๐
การเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าวแต่ละครั้ง จะเกิดการพัฒนาใน ๖ ด้านหลัก ๆ มากบ้างน้อยบ้าง ตามสถานการณ์ของแต่ละช่วงที่แตกต่างกัน คือ
๑. การรักษาวินัย
๒. ฐานความผิดทางวินัย
๓. สถานโทษทางวินัย
๔. กระบวนการสอบสวน
๕. การมอบอำนาจทางวินัย
๖. การตรวจสอบการใช้อำนาจ
เช่น สถานโทษทางวินัย อาจมี ๔ สถานบ้าง ๕ สถานบ้าง หรือฉบับปี พ.ศ. ๒๕๑๘ มี ๖ สถาน ได้แก่
(๑) ภาคทัณฑ์
(๒) ตัดเงินเดือน
(๓) ลดขั้นเงินเดือน
(๔) ให้ออก
(๕) ปลดออก
(๖) ไล่ออก
เป็นต้น่
๑.๓ ระบบวินัยปัจจุบัน
การดำเนินการทางวินัยปัจจุบันของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๑ ในขณะที่ได้มีการตรากฎหมายแยกตัวของข้าราชการฝ่ายพลเรือนหลายประเภทไปจัดตั้งคณะกรรมการ (Board) ในการบริหารงานบุคคลของตนเองก่อนหน้านั้นเป็นจำนวนมาก เช่น
- คณะกรรมการข้าราชการอัยการ (ก.อ.)
- คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.)
- คณะกรรมการข้าราชการมหาวิทยาลัย (ก.ม.)
- คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
- คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
- คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.)
- คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.จ.)
- คณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.จ.)
- คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา (ก.เมืองพัทยา)
- คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.จังหวัด) เป็นต้น
คณะกรรมการ (Board) ของข้าราชการหรือพนักงานทั้งนั้น จะนำระบบวินัยของข้าราชการพลเรือนมาใช้กับการบริหารงานบุคคลด้านวินัยของบุคลากรในสังกัด โดยบางองค์กรนำรูปแบบของ ก.พ.มากำหนดให้เข้ากับบริบทของตน ซึ่งอาจต่างกันบ้างในบางประเด็น เช่น การกำหนดตัวผู้บังคับบัญชาที่จะให้ใช้อำนาจทางวินัยว่าระดับไหน ใช้อำนาจได้เพียงใด การรายงานการสั่งลงโทษระดับใด ต้องรายงานต่อใคร เป็นต้น แต่บางองค์กรจะกำหนดให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบการบริหารงานบุคคลด้านวินัยของ ก.พ.มาใช้กับบุคลากรในสังกัดของตนโดยอนุโลม ถึงแม้จะมีการกำหนดขึ้นใหม่ แต่หลักการสำคัญ ๆ ยังคงอนุวัตรตามแนวทางของข้าราชการพลเรือนอยู่ต่อไป
การดำเนินการทางวินัยปัจจุบันของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๑ ในขณะที่ได้มีการตรากฎหมายแยกตัวของข้าราชการฝ่ายพลเรือนหลายประเภทไปจัดตั้งคณะกรรมการ (Board) ในการบริหารงานบุคคลของตนเองก่อนหน้านั้นเป็นจำนวนมาก เช่น
- คณะกรรมการข้าราชการอัยการ (ก.อ.)
- คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.)
- คณะกรรมการข้าราชการมหาวิทยาลัย (ก.ม.)
- คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
- คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
- คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.)
- คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.จ.)
- คณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.จ.)
- คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา (ก.เมืองพัทยา)
- คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.จังหวัด) เป็นต้น
คณะกรรมการ (Board) ของข้าราชการหรือพนักงานทั้งนั้น จะนำระบบวินัยของข้าราชการพลเรือนมาใช้กับการบริหารงานบุคคลด้านวินัยของบุคลากรในสังกัด โดยบางองค์กรนำรูปแบบของ ก.พ.มากำหนดให้เข้ากับบริบทของตน ซึ่งอาจต่างกันบ้างในบางประเด็น เช่น การกำหนดตัวผู้บังคับบัญชาที่จะให้ใช้อำนาจทางวินัยว่าระดับไหน ใช้อำนาจได้เพียงใด การรายงานการสั่งลงโทษระดับใด ต้องรายงานต่อใคร เป็นต้น แต่บางองค์กรจะกำหนดให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบการบริหารงานบุคคลด้านวินัยของ ก.พ.มาใช้กับบุคลากรในสังกัดของตนโดยอนุโลม ถึงแม้จะมีการกำหนดขึ้นใหม่ แต่หลักการสำคัญ ๆ ยังคงอนุวัตรตามแนวทางของข้าราชการพลเรือนอยู่ต่อไป
สวัสดี
----------
*สำนักงาน ก.พ., พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับระบบข้าราชการพลเรือน, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ประชาชน จำกัด, ๒๕๓๖), หน้า ๑-๕๔๙.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น