"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๒/๒๕๖๑
๒๒ พ.ค.๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๒
จุดมุ่งหมาย*
๒.๑ คำแปลของวินัย
"วินัย" แปลตามศัพท์ว่า การกำจัด, การเลิกละ, ข้อนำไปให้วิเศษ หรือ ข้อนำไปให้ต่าง
๒.๒ ความหมายของวินัย
มี ๒ ประการ คือ
(๑) ข้อห้ามและข้อปฏิบัติ
(๒) การควบคุมพฤติกรรมของตนเอง
อธิบาย
(๑) ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในระเบียบแบบแผนซึ่งทางราชการกำหนดให้เป็น "ข้อห้ามและข้อปฏิบัติ" โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ กล่าวคือ ต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของ "วินัยและการรักษาวินัย" ที่เป็นกฎกติกาของสังคมราชการ
(๒) ได้แก่ ลักษณะเชิงพฤติกรรมที่แสดงออกมาว่า ผู้นั้นสามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในกฎกติกาของสังคมได้หรือไม่ เช่น นางสาว ก.เข้าไปในร้านสะดวกซื้อ แอบหยิบสินค้าใส่กระเป๋ากางเกงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระเงิน หรือนาย ข.ขึ้นรถเมล์เบียดผู้โดยสารรายอื่น แล้วใช้มือจับก้นผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งก่อนลงจากรถไป เป็นต้น พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บุคคลทั้งสองไม่สามารถควบคุมตัวเองให้อยู่ในกฎกติกาของสังคมได้ จึงกระทำผิดขึ้น
ดังนั้น การควบคุมความประพฤติของตนให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่กำหนด จึงจัดเป็น "วินัยข้าราชการ" เช่น ข้าราชการต้องซื่อสัตย์สุจริต ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ต้องรักษาความลับของทางราชการ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือต้องไม่ประพฤติชั่ว เป็นต้น
๒.๓ ขอบเขต/ความสำคัญของวินัย
ในฐานะที่ข้าราชการเป็นตัวแทนของรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องทำตัวให้ประชาชนเชื่อถือ ไว้วางใจ และเป็นตัวอย่างที่ดี อันจะทำให้ประชาชนเกิดความศรัทธา แล้วจะส่งผลต่อหน่วยงาน รัฐบาล และประเทศชาติโดยรวม
๒.๔ จุดมุ่งหมายของวินัย..เพื่อ
(๑) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของราชการ
(๒) ความเจริญของประเทศ
(๓) ความมั่นคงของชาตื
(๔) ความผาสุกของประชาชน
ทั้ง ๔ ประการนี้ จะเกิดผลตามลำดับ คือ เมื่อข้าราชการมีวินัยแล้วจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่องานราชการ แล้วนำพาความเจริญมาสู่ชาติบ้านเมือง เกิดความมั่นคงมั่งคั่งโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง สุดท้ายความผาสุกร่มเย็นของคนในชาติจะตามมา ไม่ว่าชนชาติใดในโลก ล้วนมีลักษณะเฉกเช่นเดียวกันทั้งสิ้น
๒.๕ พฤติกรรมการมีวินัย
(๑) ผลดีต่อราชการ
๑) เพิ่มพลังงาน เมื่อมีวินัยดี จะมีความซื่อสัตย์ มุ่งมั่น ปฏิบัติงานเต็มที่
๒) เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน เมื่อตั้งใจทำงาน จะเกิดผลสำเร็จ คุ้มค่า และประหยัด
๓) ประชาชนศรัทธา อันจะส่งผลต่อรัฐบาลด้วย
(๒) ผลดีต่อตัวข้าราชการ
๑) มีความภูมิใจ ในชีวิตราชการที่ได้ทำความดี
๒) เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติราชการ
๓) มีความเจริญในหน้าที่การงาน
(๓) วินัยเสื่อม เพราะเหตุภายนอก
๑) อบายมุข
๒) ตัวอย่างไม่ดี
๓) ขวัญไม่ดี
๔) งานล้นมือ/ไม่พอมือ
๕) โอกาสเปิดช่องล่อใจ
๖) ความจำเป็นในการครองชีพ
๗) ผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย
(๔) วินัยเสื่อม เพราะเหตุภายใน
๑) ไม่เข้าใจ
๒) ตามใจ
๓) ไม่ใส่ใจ
๔) ชะล่าใจ
๕) เผลอใจ
๖) ล่อใจ
๗) ไม่มีจิตใจ
๘) จำใจ
๙) เจ็บใจ
๑๐) ตั้งใจ
(๕) พฤติกรรมการทำผิดวินัยบางลักษณะ เช่น
๑) มักง่าย
๒) ไม่ขัด
๓) ปัดสวะ
๔) ละระเบียบ
๕) เอาเปรียบผู้อื่น
๖) ฝืนกฎ
๗) ไม่โทษตัวเอง
๘) เกรงใจนาย
๙) หายเวลางาน
๑๐) พาลหาเรื่อง
๑๑) เปลืองของหลวง
๑๒) ถ่วงองค์กร
๑๓) ถอนทุน
๑๔) วุ่นแต่เรื่องส่วนตัว
๑๕) มัวจ้องผลประโยชน์
๑๖) โพสต์แต่ไอที
๑๗) หนีหน้า
๑๘) บ้าหลับ
๑๙) ไม่ปรับตัว
๒๐) กลัวเกินงาม
๒๑) ถามทุกเรื่อง
๒๒) เคืองง่าย
๒๓) ไถไปเรื่อย
๒๔) เฉื่อยชา
๒๕) ลาบ่อย
๒๖) คอยประจบ
๒๗) คบคนชั่ว
๒๘) มั่วหวย
๒๙) ป่วยเป็นนิตย์
๓๐) ผิดตลอด
เป็นต้น
พฤติกรรมที่หยิบยกมาพอสังเขปข้างต้น เป็นแหล่งกำเนิดของการกระทำผิดวินัย และเป็นการกระทำผิดวินัยที่มักพบอยู่เนือง ๆ ซึ่งข้าราชการที่ดี หรือข้าราชการที่หวังความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการควรหลีกเลี่ยง
บทที่ ๓
ลักษณะเฉพาะ
คดีความในประเทศไทยเรานั้น มีอยู่หลายประเภท แต่ที่เกี่ยวข้องกับตัวข้าราชการโดยทั่วไป จะมีอยู่ประมาณ ๕ ประเภท คือ
(๑) คดีอาญา
(๒) คดีแพ่ง
(๓) คดีละเมิด (แขนงของคดีแพ่ง)
(๔) คดีปกครอง
(๕) คดีวินัย
ในจำนวนนี้ วินัยจะมีลักษณะไม่เหมือนคดีประเภทอื่น ทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง คดีละเมิด และคดีปกครอง คดีเหล่านั้นจะมีอายุความ การฟ้องคดีหรือการเรียกให้ชำระหนี้ต้องกระทำภายในอายุความ โดยผู้ถูกคดีทั้งหลายจะยังมีสภาพเป็นข้าราชการหรือไม่ก็ได้ และคดีเกิดขึ้นในท้องที่ใดหรืออยู่ในเขตอำนาจของศาลใดต้องดำเนินการ ณ ท้องที่นั้น หรือในเขตอำนาจของศาลนั้น
ความแตกต่างของวินัยจากคดีที่กล่าวมาแล้วมี ๓ ประการ คือ
๓.๑ ไม่มีอายุความ
๓.๒ ต้องมีสภาพเป็นข้าราชการ
๓.๓ เป็นอำนาจผู้บังคับบัญชาสังกัดปัจจุบัน
อธิบาย
๓.๑ ไม่มีอายุความ หมายถึง เมื่อข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยแล้ว ตราบที่ผู้บังคับบัญชายังไม่ได้ดำเนินการทางวินัยในเรื่องที่กระทำผิด ถือว่าข้าราชการผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดทางวินัยสำเร็จตลอดเวลา จนกว่าผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการทางวินัยในเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้น หรือจนกว่าจะเกษียณอายุราชการไป โดยไม่มีการดำเนินการทางวินัยเลย จึงจะรอดพ้นจากการถูกดำเนินการทางวินัย
๓.๒ ต้องมีสภาพเป็นข้าราชการ หมายถึง ผู้ใดจะถูกแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัยในเรื่องที่ได้กระทำผิดวินัย ผู้นั้นต้องเป็นข้าราชการเท่านั้น หากพ้นจากราชการแล้ว ผู้บังคับบัญชาก็ไม่อาจดำเนินการทางวินัยในเรื่องนั้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยการลาออกจากราชการ หรือการถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุอื่น หรือแม้แต่การถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการก็ตาม เว้นเสียแต่ว่าเข้าข้อยกเว้น ผู้บังคับบัญชาจึงสามารถดำเนินการทางวินัยได้ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทที่ ๗
๓.๓ เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาสังกัดปัจจุบัน หมายถึง วินัยนั้นเปรียบเสมือนเงาตามตัวข้าราชการผู้กระทำผิดไปทุกหนทุกแห่งที่โอน (ย้าย) ไป จนกว่าจะถูกดำเนินการทางวินัยเสร็จสิ้น เช่น นาย ค.เป็นข้าราชการสังกัดกรม A. ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมการกระทำผิดวินัย อธิบดีกรม A.จึงแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ระหว่างนั้นนาย ค.โอนไปสังกัดกรม B. ผลจากการสอบข้อเท็จจริงปรากฏมีมูลว่านาย ค.กระทำผิดวินัย แต่เขาได้โอนไปสังกัดกรม B.แล้ว ผู้บังคับบัญชาสังกัดเดิม (กรม A.) ต้องส่งหนังสือชี้มูลความผิดไปยังอธิบดีกรม B.เพื่อแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป เมื่อผู้บังคับบัญชาสังกัดใหม่ (อธิบดีกรม B.) แต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแล้ว ในระหว่างนั้น นาย ค.โอนต่อไปสังกัดกระทรวง C. ภายหลังผลการสอบสวนทางวินัยปรากฏว่า นาย ค.ทำผิดวินัยจริงต้องสั่งลงโทษ อธิบดีกรม B. ต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปให้ปลัดกระทรวง C. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสังกัดปัจจุบันของนาย ค.เป็นผู้ออกคำสั่งลงโทษ เป็นต้น
ทั้ง ๓ ประการนั้น เป็นลักษณะเฉพาะของวินัย ซึ่งมีความแตกต่างจากคดีประเภทอื่นดังกล่าวมา
สวัสดี
----------
*สำนักงาน ก.พ., คู่มือการดำเนินการทางวินัย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (นนทบุรี : กลุ่มโรงพิมพ์สำนักบริหารกลาง, ๒๕๕๑), หน้า ๑-๓.
๒๒ พ.ค.๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๒
จุดมุ่งหมาย*
๒.๑ คำแปลของวินัย
"วินัย" แปลตามศัพท์ว่า การกำจัด, การเลิกละ, ข้อนำไปให้วิเศษ หรือ ข้อนำไปให้ต่าง
๒.๒ ความหมายของวินัย
มี ๒ ประการ คือ
(๑) ข้อห้ามและข้อปฏิบัติ
(๒) การควบคุมพฤติกรรมของตนเอง
อธิบาย
(๑) ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในระเบียบแบบแผนซึ่งทางราชการกำหนดให้เป็น "ข้อห้ามและข้อปฏิบัติ" โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ กล่าวคือ ต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของ "วินัยและการรักษาวินัย" ที่เป็นกฎกติกาของสังคมราชการ
(๒) ได้แก่ ลักษณะเชิงพฤติกรรมที่แสดงออกมาว่า ผู้นั้นสามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในกฎกติกาของสังคมได้หรือไม่ เช่น นางสาว ก.เข้าไปในร้านสะดวกซื้อ แอบหยิบสินค้าใส่กระเป๋ากางเกงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระเงิน หรือนาย ข.ขึ้นรถเมล์เบียดผู้โดยสารรายอื่น แล้วใช้มือจับก้นผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งก่อนลงจากรถไป เป็นต้น พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บุคคลทั้งสองไม่สามารถควบคุมตัวเองให้อยู่ในกฎกติกาของสังคมได้ จึงกระทำผิดขึ้น
ดังนั้น การควบคุมความประพฤติของตนให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่กำหนด จึงจัดเป็น "วินัยข้าราชการ" เช่น ข้าราชการต้องซื่อสัตย์สุจริต ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ต้องรักษาความลับของทางราชการ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือต้องไม่ประพฤติชั่ว เป็นต้น
๒.๓ ขอบเขต/ความสำคัญของวินัย
ในฐานะที่ข้าราชการเป็นตัวแทนของรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องทำตัวให้ประชาชนเชื่อถือ ไว้วางใจ และเป็นตัวอย่างที่ดี อันจะทำให้ประชาชนเกิดความศรัทธา แล้วจะส่งผลต่อหน่วยงาน รัฐบาล และประเทศชาติโดยรวม
๒.๔ จุดมุ่งหมายของวินัย..เพื่อ
(๑) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของราชการ
(๒) ความเจริญของประเทศ
(๓) ความมั่นคงของชาตื
(๔) ความผาสุกของประชาชน
ทั้ง ๔ ประการนี้ จะเกิดผลตามลำดับ คือ เมื่อข้าราชการมีวินัยแล้วจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่องานราชการ แล้วนำพาความเจริญมาสู่ชาติบ้านเมือง เกิดความมั่นคงมั่งคั่งโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง สุดท้ายความผาสุกร่มเย็นของคนในชาติจะตามมา ไม่ว่าชนชาติใดในโลก ล้วนมีลักษณะเฉกเช่นเดียวกันทั้งสิ้น
๒.๕ พฤติกรรมการมีวินัย
(๑) ผลดีต่อราชการ
๑) เพิ่มพลังงาน เมื่อมีวินัยดี จะมีความซื่อสัตย์ มุ่งมั่น ปฏิบัติงานเต็มที่
๒) เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน เมื่อตั้งใจทำงาน จะเกิดผลสำเร็จ คุ้มค่า และประหยัด
๓) ประชาชนศรัทธา อันจะส่งผลต่อรัฐบาลด้วย
(๒) ผลดีต่อตัวข้าราชการ
๑) มีความภูมิใจ ในชีวิตราชการที่ได้ทำความดี
๒) เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติราชการ
๓) มีความเจริญในหน้าที่การงาน
(๓) วินัยเสื่อม เพราะเหตุภายนอก
๑) อบายมุข
๒) ตัวอย่างไม่ดี
๓) ขวัญไม่ดี
๔) งานล้นมือ/ไม่พอมือ
๕) โอกาสเปิดช่องล่อใจ
๖) ความจำเป็นในการครองชีพ
๗) ผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย
(๔) วินัยเสื่อม เพราะเหตุภายใน
๑) ไม่เข้าใจ
๒) ตามใจ
๓) ไม่ใส่ใจ
๔) ชะล่าใจ
๕) เผลอใจ
๖) ล่อใจ
๗) ไม่มีจิตใจ
๘) จำใจ
๙) เจ็บใจ
๑๐) ตั้งใจ
(๕) พฤติกรรมการทำผิดวินัยบางลักษณะ เช่น
๑) มักง่าย
๒) ไม่ขัด
๓) ปัดสวะ
๔) ละระเบียบ
๕) เอาเปรียบผู้อื่น
๖) ฝืนกฎ
๗) ไม่โทษตัวเอง
๘) เกรงใจนาย
๙) หายเวลางาน
๑๐) พาลหาเรื่อง
๑๑) เปลืองของหลวง
๑๒) ถ่วงองค์กร
๑๓) ถอนทุน
๑๔) วุ่นแต่เรื่องส่วนตัว
๑๕) มัวจ้องผลประโยชน์
๑๖) โพสต์แต่ไอที
๑๗) หนีหน้า
๑๘) บ้าหลับ
๑๙) ไม่ปรับตัว
๒๐) กลัวเกินงาม
๒๑) ถามทุกเรื่อง
๒๒) เคืองง่าย
๒๓) ไถไปเรื่อย
๒๔) เฉื่อยชา
๒๕) ลาบ่อย
๒๖) คอยประจบ
๒๗) คบคนชั่ว
๒๘) มั่วหวย
๒๙) ป่วยเป็นนิตย์
๓๐) ผิดตลอด
เป็นต้น
พฤติกรรมที่หยิบยกมาพอสังเขปข้างต้น เป็นแหล่งกำเนิดของการกระทำผิดวินัย และเป็นการกระทำผิดวินัยที่มักพบอยู่เนือง ๆ ซึ่งข้าราชการที่ดี หรือข้าราชการที่หวังความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการควรหลีกเลี่ยง
บทที่ ๓
ลักษณะเฉพาะ
คดีความในประเทศไทยเรานั้น มีอยู่หลายประเภท แต่ที่เกี่ยวข้องกับตัวข้าราชการโดยทั่วไป จะมีอยู่ประมาณ ๕ ประเภท คือ
(๑) คดีอาญา
(๒) คดีแพ่ง
(๓) คดีละเมิด (แขนงของคดีแพ่ง)
(๔) คดีปกครอง
(๕) คดีวินัย
ในจำนวนนี้ วินัยจะมีลักษณะไม่เหมือนคดีประเภทอื่น ทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง คดีละเมิด และคดีปกครอง คดีเหล่านั้นจะมีอายุความ การฟ้องคดีหรือการเรียกให้ชำระหนี้ต้องกระทำภายในอายุความ โดยผู้ถูกคดีทั้งหลายจะยังมีสภาพเป็นข้าราชการหรือไม่ก็ได้ และคดีเกิดขึ้นในท้องที่ใดหรืออยู่ในเขตอำนาจของศาลใดต้องดำเนินการ ณ ท้องที่นั้น หรือในเขตอำนาจของศาลนั้น
ความแตกต่างของวินัยจากคดีที่กล่าวมาแล้วมี ๓ ประการ คือ
๓.๑ ไม่มีอายุความ
๓.๒ ต้องมีสภาพเป็นข้าราชการ
๓.๓ เป็นอำนาจผู้บังคับบัญชาสังกัดปัจจุบัน
อธิบาย
๓.๑ ไม่มีอายุความ หมายถึง เมื่อข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยแล้ว ตราบที่ผู้บังคับบัญชายังไม่ได้ดำเนินการทางวินัยในเรื่องที่กระทำผิด ถือว่าข้าราชการผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดทางวินัยสำเร็จตลอดเวลา จนกว่าผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการทางวินัยในเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้น หรือจนกว่าจะเกษียณอายุราชการไป โดยไม่มีการดำเนินการทางวินัยเลย จึงจะรอดพ้นจากการถูกดำเนินการทางวินัย
๓.๒ ต้องมีสภาพเป็นข้าราชการ หมายถึง ผู้ใดจะถูกแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัยในเรื่องที่ได้กระทำผิดวินัย ผู้นั้นต้องเป็นข้าราชการเท่านั้น หากพ้นจากราชการแล้ว ผู้บังคับบัญชาก็ไม่อาจดำเนินการทางวินัยในเรื่องนั้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยการลาออกจากราชการ หรือการถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุอื่น หรือแม้แต่การถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการก็ตาม เว้นเสียแต่ว่าเข้าข้อยกเว้น ผู้บังคับบัญชาจึงสามารถดำเนินการทางวินัยได้ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทที่ ๗
๓.๓ เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาสังกัดปัจจุบัน หมายถึง วินัยนั้นเปรียบเสมือนเงาตามตัวข้าราชการผู้กระทำผิดไปทุกหนทุกแห่งที่โอน (ย้าย) ไป จนกว่าจะถูกดำเนินการทางวินัยเสร็จสิ้น เช่น นาย ค.เป็นข้าราชการสังกัดกรม A. ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมการกระทำผิดวินัย อธิบดีกรม A.จึงแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ระหว่างนั้นนาย ค.โอนไปสังกัดกรม B. ผลจากการสอบข้อเท็จจริงปรากฏมีมูลว่านาย ค.กระทำผิดวินัย แต่เขาได้โอนไปสังกัดกรม B.แล้ว ผู้บังคับบัญชาสังกัดเดิม (กรม A.) ต้องส่งหนังสือชี้มูลความผิดไปยังอธิบดีกรม B.เพื่อแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป เมื่อผู้บังคับบัญชาสังกัดใหม่ (อธิบดีกรม B.) แต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแล้ว ในระหว่างนั้น นาย ค.โอนต่อไปสังกัดกระทรวง C. ภายหลังผลการสอบสวนทางวินัยปรากฏว่า นาย ค.ทำผิดวินัยจริงต้องสั่งลงโทษ อธิบดีกรม B. ต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปให้ปลัดกระทรวง C. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสังกัดปัจจุบันของนาย ค.เป็นผู้ออกคำสั่งลงโทษ เป็นต้น
ทั้ง ๓ ประการนั้น เป็นลักษณะเฉพาะของวินัย ซึ่งมีความแตกต่างจากคดีประเภทอื่นดังกล่าวมา
สวัสดี
----------
*สำนักงาน ก.พ., คู่มือการดำเนินการทางวินัย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (นนทบุรี : กลุ่มโรงพิมพ์สำนักบริหารกลาง, ๒๕๕๑), หน้า ๑-๓.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น