"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๑๓/๒๕๖๑
๓ ก.ค. ๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๗
การดำเนินการทางวินัย (ต่อ)
ตัวบท
ข้อ ๒๙ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาได้
ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด หรือกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น
เมื่อได้มีการสั่งให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดพักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ภายหลังปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีอื่นอีก ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาตามข้อ ๒๔ หรือแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนตามข้อ ๒๖ วรรคหก ตลอดจนดำเนินการทางวินัยตามมาตรฐานทั่วไปนี้ต่อไปได้
ในกรณีสั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนกลับเข้ารับราชการ หรือสั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนออกจากราชการด้วยเหตุอื่นที่มิใช่เป็นการลงโทษเพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ผู้นั้นมีสถานภาพเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเสมือนว่าผู้นั้นเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ
การออกคำสั่งตามข้อนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.จังหวัดก่อน
เงินเดือน เงินอื่นที่จ่ายเป็นรายเดือนและเงินช่วยเหลืออย่างอื่น และการจ่ายเงินดังกล่าวของผู้ถูกสั่งพักราชการ และผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการนั้น สำหรับผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ถ้าไม่มีกฎหมายหรือระเบียบดังกล่าว ให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ
การสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลาให้พักราชการ ระยะเวลาให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวนพิจารณา ให้เป็นไปตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘
คำอธิบาย
(ข้อ ๒๙ การสั่งพัก/สั่งให้ออกไว้ก่อน ระหว่างถูกสอบวินัยร้ายแรง)
๑. ผู้ใดถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟ้องคดีอาญา (เว้นแต่ประมาท/ลหุโทษ) ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นพักราชการ หรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอผลการสอบสวน/พิจารณา โดยความเห็นชอบของ ก.จังหวัดได้ และให้นำมาตรฐานให้ออกมาใช้
๒. ถ้าผลออกมาไม่ผิด หรือผิดไม่ถึงกับออก ให้สั่งกลับในตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งระดับเดียวกัน
๓. ระหว่างถูกสั่งพัก/ให้ออกไว้ก่อน หากพบว่าทำผิดวินัยร้ายแรงในเรื่องอื่น ให้สืบสวน สอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการทางวินัยได้ตามปกติ
๔. เมื่อสั่งกลับ ให้มีสถานภาพเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นตลอดเวลาที่ต้องออกไปนั้น
๕. การจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
๖. การสั่งพักราชการตำแหน่งไม่ว่าง ส่วนการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตำแหน่งว่าง
บทที่ ๘
การกันเป็นพยานและการคุ้มครองพยาน
การกันเป็นพยาน
ตัวบท
ข้อ ๓๐ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดมีส่วนร่วมในการกระทำผิดวินัยกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้อื่น (ประเภทเดียวกัน) และผู้นั้นมิใช่ตัวการสำคัญ อาจได้รับการกันเป็นพยาน และการคุ้มครองพยานตามหมวดนี้ ไม่ว่าจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนในเรื่องดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม ถ้าผู้นั้น
(๑) ได้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ถ้อยคำในการกระทำผิดวินัยที่ได้กระทำมาต่อบุคคลหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ และข้อมูลหรือถ้อยคำนั้นเป็นเหตุให้มีการดำเนินการทางวินัยกับตัวการสำคัญในเรื่องนั้นได้
(๒) ได้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ถ้อยคำในการกระทำผิดวินัยที่ได้กระทำมาต่อบุคคลหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ ซึ่งไม่อาจแสวงหาข้อมูลหรือพยานหลักฐานอื่นใด เพื่อดำเนินการทางวินัยแก่ตัวการสำคัญในเรื่องนั้นได้
ข้อ ๓๑ การกันเป็นพยาน การสิ้นสุดการกันเป็นพยาน การคุ้มครองพยาน การสิ้นสุดการคุ้มครองพยาน เป็นอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น โดยต้องทำเป็นหนังสือ
ข้อ ๓๒ การให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำตามข้อ ๓๐ ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่เป็นการเปิดเผยความลับของทางราชการ และไม่เป็นการกระทำข้ามขั้นผู้บังคับบัญชาเหนือตน
กรณีผู้บังคับบัญชาอื่นซึ่งมิใช่ผู้บริหารท้องถิ่นได้รับข้อมูล ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงผู้บริหารท้องถิ่นเพิ่อดำเนินการต่อไป
ข้อ ๓๓ การพิจารณากันข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นพยาน ต้องมิได้เกิดจากการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำการอื่นใดโดยมิชอบแก่ผู้ถูกกันเป็นพยานเพื่อชักจูงให้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำในเรื่องที่กล่าวหานั้น
ข้อ ๓๔ ในระหว่างการสอบสวน หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะกันผู้ถูกสอบสวนรายใดเป็นพยาน ให้ประธานกรรมการสอบสวนรายงานไปยังผู้บริหารท้องถิ่นโดยเร็วพื่อสั่งกันผู้นั้นเป็นพยาน ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนต้องมีมติโดยต้องระบุเหตุผลแห่งการพิจารณาไว้ด้วยว่าสมควรกันผู้ถูกสอบสวนรายนั้นเป็นพยานเพราะเหตุใด กรณีเช่นนี้ให้ถือว่าการดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ถูกกันเป็นพยานเป็นอันยุติ เว้นแต่มีกรณีตามข้อ ๓๖
ข้อ ๓๕ ภายใต้บังคับข้อ ๓๐ เมื่อความปรากฏแก่ผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งได้มีการตรวจสอบพิจารณาแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นอาจกันข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นเป็นพยานก็ได้
ข้อ ๓๖ หากผู้ถูกกันเป็นพยาน ตามข้อ ๓๔ หรือข้อ ๓๕ แล้วแต่กรณี ไม่มาให้ถ้อยคำต่อบุคคล หรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ หรือมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำ หรือให้ถ้อยคำแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือกลับคำให้การ คณะกรรมการสอบสวนต้องรายงานผู้บริหารท้องถิ่นสั่งให้การกันผู้นั้นเป็นพยานสิ้นสุดลง และให้ดำเนินการทางวินัยผู้นั้นต่อไป
ข้อ ๓๗ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแจ้งการกันเป็นพยาน และการสิ้นสุดการกันเป็นพยานให้ผู้ถูกกันเป็นพยานและบุคคลหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการทราบ แล้วส่งให้ประธานกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนด้วย
ข้อ ๔ ...
วรรคสี่...ตัวการสำคัญ หมายความว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ซึ่งชักชวน โน้มน้าว ล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำการใด ๆ อันทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้อื่นจำต้องปฏิบัติตามโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้
คำอธิบาย
การกันข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นพยานในการดำเนินการทางวินัย มีหลักการ ดังนี้
๑. มีการกระทำผิดวินัยร่วมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป
๒. ทั้ง ๒ คน ต่างเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภทและสังกัดเดียวกัน
๓. คนหนึ่งเป็น "ตัวการสำคัญ" คือ เป็นผู้ชักชวน โน้มน้าว ล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำโดยประการที่อีกคนหนึ่งต้องปฏิบัติตามโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หมายความว่า การปฏิบัติตามนั้นต้องถึงขนาดที่ไม่สามารถอยู่ในวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ กล่าวคือ ไม่อาจบังคับตัวเองได้ ต้องปฏิบัติตามเท่านั้น
๔. จะกันเป็นพยานได้ ต้องมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ คือ
(๑) ผู้นั้นให้ข้อมูลจนสามารถดำเนินการทางวินัยแก่ตัวการสำคัญได้ หรือ
(๒) แสวงหาข้อมูลจากที่อื่นไม่ได้แล้ว นอกจากข้อมูลของผู้นั้น
๕. ช่วงที่ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถกันเป็นพยานได้ ได้แก่
(๑) ก่อนตั้งกรรมการสอบสวน เหตุแห่งการกันเป็นพยานปรากฏแก่ผู้บริหารท้องถิ่น
(๒) หลังตั้งกรรมการสอบสวน ได้รับรายงานจากคณะกรรมการสอบสวน โดยมีการระบุเหตุผล เมื่อกันเป็นพยานแล้วให้ยุติการดำเนินการทางวินัยผู้นั้น
๖. การกันเป็นพยาน ต้องไม่เกิดจาก
(๑) การล่อลวง
(๒) การขู่เข็ญ
(๓) การให้สัญญา
(๔) การอื่นใดที่มิชอบเพื่อจูงใจ
๗. การกัน การยกเลิก เป็นอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น โดยต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบ แล้วส่งให้ประธานกรรมการ รวมไว้ในสำนวน
๘. กรณีผู้บังคับบัญชาอื่นที่มิใช่ผู้ผู้บริหารท้องถิ่นได้รับข้อมูล ต้องรายงานตามลำดับเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการต่อไป
๙. การให้ข้อมูลของผู้ถูกกันเป็นพยาน ให้ถือว่า
(๑) เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
(๒) ไม่เป็นการเปิดเผยความลับของทางราชการ
(๓) ไม่เป็นการกระทำข้ามขั้นผู้บังคับบัญชา
๑๐. กรณีผู้จะถูกกัน หรือได้รับการกันเป็นพยาน
(๑) ไม่มาให้ถ้อยคำ
(๒) มา แต่ไม่ให้ถ้อยคำ
(๓) ให้ถ้อยคำ แต่ไม่เป็นประโยชน์
(๔) ให้ถ้อยคำเท็จ
(๕) กลับคำให้การ
ให้กรรมการสอบสวนรายงานผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อดำเนินการทางวินัยผู้นั้นต่อไป
สวัสดี
----------
- มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.
๓ ก.ค. ๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๗
การดำเนินการทางวินัย (ต่อ)
ตัวบท
ข้อ ๒๙ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาได้
ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด หรือกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น
เมื่อได้มีการสั่งให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดพักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ภายหลังปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีอื่นอีก ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาตามข้อ ๒๔ หรือแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนตามข้อ ๒๖ วรรคหก ตลอดจนดำเนินการทางวินัยตามมาตรฐานทั่วไปนี้ต่อไปได้
ในกรณีสั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนกลับเข้ารับราชการ หรือสั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนออกจากราชการด้วยเหตุอื่นที่มิใช่เป็นการลงโทษเพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ผู้นั้นมีสถานภาพเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเสมือนว่าผู้นั้นเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ
การออกคำสั่งตามข้อนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.จังหวัดก่อน
เงินเดือน เงินอื่นที่จ่ายเป็นรายเดือนและเงินช่วยเหลืออย่างอื่น และการจ่ายเงินดังกล่าวของผู้ถูกสั่งพักราชการ และผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการนั้น สำหรับผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ถ้าไม่มีกฎหมายหรือระเบียบดังกล่าว ให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ
การสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลาให้พักราชการ ระยะเวลาให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวนพิจารณา ให้เป็นไปตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘
คำอธิบาย
(ข้อ ๒๙ การสั่งพัก/สั่งให้ออกไว้ก่อน ระหว่างถูกสอบวินัยร้ายแรง)
๑. ผู้ใดถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟ้องคดีอาญา (เว้นแต่ประมาท/ลหุโทษ) ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นพักราชการ หรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอผลการสอบสวน/พิจารณา โดยความเห็นชอบของ ก.จังหวัดได้ และให้นำมาตรฐานให้ออกมาใช้
๒. ถ้าผลออกมาไม่ผิด หรือผิดไม่ถึงกับออก ให้สั่งกลับในตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งระดับเดียวกัน
๓. ระหว่างถูกสั่งพัก/ให้ออกไว้ก่อน หากพบว่าทำผิดวินัยร้ายแรงในเรื่องอื่น ให้สืบสวน สอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการทางวินัยได้ตามปกติ
๔. เมื่อสั่งกลับ ให้มีสถานภาพเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นตลอดเวลาที่ต้องออกไปนั้น
๕. การจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
๖. การสั่งพักราชการตำแหน่งไม่ว่าง ส่วนการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตำแหน่งว่าง
บทที่ ๘
การกันเป็นพยานและการคุ้มครองพยาน
การกันเป็นพยาน
ตัวบท
ข้อ ๓๐ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดมีส่วนร่วมในการกระทำผิดวินัยกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้อื่น (ประเภทเดียวกัน) และผู้นั้นมิใช่ตัวการสำคัญ อาจได้รับการกันเป็นพยาน และการคุ้มครองพยานตามหมวดนี้ ไม่ว่าจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนในเรื่องดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม ถ้าผู้นั้น
(๑) ได้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ถ้อยคำในการกระทำผิดวินัยที่ได้กระทำมาต่อบุคคลหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ และข้อมูลหรือถ้อยคำนั้นเป็นเหตุให้มีการดำเนินการทางวินัยกับตัวการสำคัญในเรื่องนั้นได้
(๒) ได้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ถ้อยคำในการกระทำผิดวินัยที่ได้กระทำมาต่อบุคคลหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ ซึ่งไม่อาจแสวงหาข้อมูลหรือพยานหลักฐานอื่นใด เพื่อดำเนินการทางวินัยแก่ตัวการสำคัญในเรื่องนั้นได้
ข้อ ๓๑ การกันเป็นพยาน การสิ้นสุดการกันเป็นพยาน การคุ้มครองพยาน การสิ้นสุดการคุ้มครองพยาน เป็นอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น โดยต้องทำเป็นหนังสือ
ข้อ ๓๒ การให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำตามข้อ ๓๐ ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่เป็นการเปิดเผยความลับของทางราชการ และไม่เป็นการกระทำข้ามขั้นผู้บังคับบัญชาเหนือตน
กรณีผู้บังคับบัญชาอื่นซึ่งมิใช่ผู้บริหารท้องถิ่นได้รับข้อมูล ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงผู้บริหารท้องถิ่นเพิ่อดำเนินการต่อไป
ข้อ ๓๓ การพิจารณากันข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นพยาน ต้องมิได้เกิดจากการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำการอื่นใดโดยมิชอบแก่ผู้ถูกกันเป็นพยานเพื่อชักจูงให้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำในเรื่องที่กล่าวหานั้น
ข้อ ๓๔ ในระหว่างการสอบสวน หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะกันผู้ถูกสอบสวนรายใดเป็นพยาน ให้ประธานกรรมการสอบสวนรายงานไปยังผู้บริหารท้องถิ่นโดยเร็วพื่อสั่งกันผู้นั้นเป็นพยาน ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนต้องมีมติโดยต้องระบุเหตุผลแห่งการพิจารณาไว้ด้วยว่าสมควรกันผู้ถูกสอบสวนรายนั้นเป็นพยานเพราะเหตุใด กรณีเช่นนี้ให้ถือว่าการดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ถูกกันเป็นพยานเป็นอันยุติ เว้นแต่มีกรณีตามข้อ ๓๖
ข้อ ๓๕ ภายใต้บังคับข้อ ๓๐ เมื่อความปรากฏแก่ผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งได้มีการตรวจสอบพิจารณาแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นอาจกันข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นเป็นพยานก็ได้
ข้อ ๓๖ หากผู้ถูกกันเป็นพยาน ตามข้อ ๓๔ หรือข้อ ๓๕ แล้วแต่กรณี ไม่มาให้ถ้อยคำต่อบุคคล หรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ หรือมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำ หรือให้ถ้อยคำแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือกลับคำให้การ คณะกรรมการสอบสวนต้องรายงานผู้บริหารท้องถิ่นสั่งให้การกันผู้นั้นเป็นพยานสิ้นสุดลง และให้ดำเนินการทางวินัยผู้นั้นต่อไป
ข้อ ๓๗ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแจ้งการกันเป็นพยาน และการสิ้นสุดการกันเป็นพยานให้ผู้ถูกกันเป็นพยานและบุคคลหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการทราบ แล้วส่งให้ประธานกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนด้วย
ข้อ ๔ ...
วรรคสี่...ตัวการสำคัญ หมายความว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ซึ่งชักชวน โน้มน้าว ล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำการใด ๆ อันทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้อื่นจำต้องปฏิบัติตามโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้
คำอธิบาย
การกันข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นพยานในการดำเนินการทางวินัย มีหลักการ ดังนี้
๑. มีการกระทำผิดวินัยร่วมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป
๒. ทั้ง ๒ คน ต่างเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภทและสังกัดเดียวกัน
๓. คนหนึ่งเป็น "ตัวการสำคัญ" คือ เป็นผู้ชักชวน โน้มน้าว ล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำโดยประการที่อีกคนหนึ่งต้องปฏิบัติตามโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หมายความว่า การปฏิบัติตามนั้นต้องถึงขนาดที่ไม่สามารถอยู่ในวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ กล่าวคือ ไม่อาจบังคับตัวเองได้ ต้องปฏิบัติตามเท่านั้น
๔. จะกันเป็นพยานได้ ต้องมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ คือ
(๑) ผู้นั้นให้ข้อมูลจนสามารถดำเนินการทางวินัยแก่ตัวการสำคัญได้ หรือ
(๒) แสวงหาข้อมูลจากที่อื่นไม่ได้แล้ว นอกจากข้อมูลของผู้นั้น
๕. ช่วงที่ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถกันเป็นพยานได้ ได้แก่
(๑) ก่อนตั้งกรรมการสอบสวน เหตุแห่งการกันเป็นพยานปรากฏแก่ผู้บริหารท้องถิ่น
(๒) หลังตั้งกรรมการสอบสวน ได้รับรายงานจากคณะกรรมการสอบสวน โดยมีการระบุเหตุผล เมื่อกันเป็นพยานแล้วให้ยุติการดำเนินการทางวินัยผู้นั้น
๖. การกันเป็นพยาน ต้องไม่เกิดจาก
(๑) การล่อลวง
(๒) การขู่เข็ญ
(๓) การให้สัญญา
(๔) การอื่นใดที่มิชอบเพื่อจูงใจ
๗. การกัน การยกเลิก เป็นอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น โดยต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบ แล้วส่งให้ประธานกรรมการ รวมไว้ในสำนวน
๘. กรณีผู้บังคับบัญชาอื่นที่มิใช่ผู้ผู้บริหารท้องถิ่นได้รับข้อมูล ต้องรายงานตามลำดับเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการต่อไป
๙. การให้ข้อมูลของผู้ถูกกันเป็นพยาน ให้ถือว่า
(๑) เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
(๒) ไม่เป็นการเปิดเผยความลับของทางราชการ
(๓) ไม่เป็นการกระทำข้ามขั้นผู้บังคับบัญชา
๑๐. กรณีผู้จะถูกกัน หรือได้รับการกันเป็นพยาน
(๑) ไม่มาให้ถ้อยคำ
(๒) มา แต่ไม่ให้ถ้อยคำ
(๓) ให้ถ้อยคำ แต่ไม่เป็นประโยชน์
(๔) ให้ถ้อยคำเท็จ
(๕) กลับคำให้การ
ให้กรรมการสอบสวนรายงานผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อดำเนินการทางวินัยผู้นั้นต่อไป
สวัสดี
----------
- มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น