วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๑
                                    ๒๘ มิ.ย.๒๕๖๑

                                               โดย..
                                    ประวิทย์ เปรื่องการ



                                บทที่ ๗
                การดำเนินการทางวินัย (ต่อ)


          หลักการ
          (ข้อ ๒๖ หลักสำคัญในการดำเนินการทางวินัย)

          ๑. ก่อนที่ผู้บริหารท้องถิ่น จะสั่งลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชา จำเป็นต้องมีการสอบสวนทุกครั้ง หากสั่งลงโทษโดยไม่มีการสอบสวน คำสั่งลงโทษนั้นจะกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทันที เว้นเสียแต่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งเท่านั้น 

          ดังนั้น "การสอบสวน" ที่จะนำผลมาสั่งลงโทษทางวินัยได้ ต้องมีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ
               (๑) ต้องแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
               (๒) ต้องสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มี
               (๓) ต้องให้โอกาสชี้แจง รวมทั้งนำสืบแก้ข้อกล่าวหา
          ทั้ง ๓ ประการนี้ ถือเป็น "หัวใจของการสอบสวนทางวินัย"

          ๒. การสอบสวนทางวินัย แบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ การสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ๑ การสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ๑

               (๑) การสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสอบสวนตามวิธีที่เห็นสมควร โดย
                     ๑) มอบหมายให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใต้บังคับบัญชาสอบสวนแทน ด้วยการบันทึกมอบหมาย
                     ๒) ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แล้วใช้กระบวนการที่มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับวินัยอย่างร้ายแรง
                     ๓) ตั้งกรรมการสืบสวน/สอบสวน/ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และกรรมการได้มีการ ๑. แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาแล้ว ๒. สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแล้ว ๓. ให้โอกาสชี้แจง/นำสืบแก้วข้อกล่าวหาแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถนำผลนั้นไปพิจารณาได้โดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรงอีก หากเห็นว่า
                     - ไม่ได้กระทำผิด ให้สั่งยุติเรื่องเป็นหนังสือ
                     - กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือ (กรณีจะลงโทษภาคทัณฑ์ แต่มีเหตุอันควรลดหย่อน) หรือออกคำสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน (ตามความเห็นของผู้บริหารท้องถิ่น)
                     - กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง (แม้เพียงฝ่ายเดียว) ให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง (ตามแบบ สว.๑) ใหม่ ให้ถูกต้องต่อไป
               สถานโทษทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง มี ๓ สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน

               (๒) การสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (วินัยอย่างร้ายแรง) ตามแบบ สว.๑ เพียงวิธีเดียวเท่านั้น และคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้น ต้องทำการสอบสวนไปตามลำดับ ดังที่กำหนดในหมวด ๗ ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา จะใช้วิธีอื่นต่างจากนี้ไม่ได้ และเมื่อสอบสวนแล้วเสร็จ หากเห็นว่า
                     - ไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา (ทั้งกรรมการสอบสวน และผู้บริหารท้องถิ่น) ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งยุติเรื่องเป็นหนังสือ
                     - กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือ (กรณีจะลงโทษภาคทัณฑ์ แต่มีเหตุอันควรลดหย่อน) หรือออกคำสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน (ตามความเห็นของผู้บริหารท้องถิ่น เพราะเป็นวินัยไม่ร้ายแรง) ก่อนรายงานไปยัง ก.จังหวัด
                     - เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะลงโทษปลดออก/ไล่ออก (แม้เห็นเพียงฝ่ายเดียว) เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นลงความเห็นแล้วให้รายงานไปยัง ก.จังหวัดเพื่อขอความเห็นชอบก่อนออกคำสั่งลงโทษตามมติ ก.จังหวัด
               สถานโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง มี ๒ สถาน คือ ปลดออก และไล่ออกจากราชการ

          ๓. กรณีมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องไม่เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ/หย่อนความสามารถ/บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่/ประพฤติตนไม่เหมาะสมไว้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง จะใช้สำนวนที่มีการสอบสวนไว้แล้วนั้นเสนอลงโทษทางวินัยได้

          ๔. ในการชี้แจงและให้ปากคำของตน ผู้ถูกกล่าวมีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าฟังได้ (เข้าฟังอย่างเดียว)



          ข้อ ๒๗ ให้กรรมการสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
          (๑) ขอให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือห้างหุ้นส่วน บริษัท ชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจง หรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน
          (๒) เรียกผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลใด ๆ มาชี้แจง หรือให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

          คำอธิบาย
          (ข้อ ๒๗ อำนาจหน้าที่ของกรรมการสอบสวน)

          ตามปกติประธานกรรมการสอบสวน จะเป็นผู้ลงนามในหนังสือ
          ๑. แจ้งให้ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ หรือห้างหุ้นส่วน/บริษัท
               ๑) ชี้แจงข้อเท็จจริง
               ๒) ส่งเอกสาร/หลักฐาน
               ๓) ส่งบุคคลในสังกัดมาชี้แจง
          ๒. เรียกผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลใด ๆ
               ๑) มาชี้แจง หรือให้ถ้อยคำ
               ๒) ให้ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

          ข้อสังเกต
          กรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่น ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อแจ้งให้ชี้แจง ให้ส่ง หรือให้มา แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ตอบ ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนทุกเหตุการณ์/ทุกครั้ง


          ข้อ ๒๘ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำหรือละเว้นกระทำการใดที่พึงเห็นได้ว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นการกล่าวหาเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือต่อผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ หรือเป็นการกล่าวหาเป็นหนังสือโดยผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับราชการ หรือความผิดลหุโทษ แม้ภายหลังผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้ว เว้นแต่ออกจากราชการเพราะตาย ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาตามข้อ ๒๔ และดำเนินการทางวินัยตามมาตรฐานทั่วไปนี้ต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ เว้นแต่กรณีผลการสืบสวนพิจารณาปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยที่จะต้องลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนก็ให้งดโทษเสีย
          การดำเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง ผู้บริหารท้องถิ่นต้องสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนตามข้อ ๒๖ วรรคหก ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวจะสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนมิได้

          คำอธิบาย
          (ข้อ ๒๘ การดำเนินการทางวินัยผู้ที่ออกจากราชการไปแล้ว)

          ๑. ก่อนออกจากราชการ
               (๑) ถูกกล่าวหาเป็นหนังสือว่ากระทำหรือละเว้นกระทำการอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
                     ๑) ต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือ
                     ๒) ต่อผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบตามระเบียบกฎหมาย หรือ
                     ๓) ผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นกล่าวหาเองเป็นหนังสือ
               (๒) ถูกฟ้องคดีอาญา
               (๓) ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา

          ๒. แม้ผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้ว (เว้นแต่ออกเพราะตาย) ผู้บริหารท้องถิ่น มีอำนาจตั้งกรรมการสืบสวน สอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีมูลความผิดก็สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน (วินัยอย่างร้ายแรง) ได้ เสมือนหนึ่งว่ายังไม่ออกจากราชการ

          ๓. หากผลการสอบสวนพิจารณาจะสั่งลงโทษเป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง (ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน) ให้งดโทษเสีย
          หากจะลงโทษเป็นวินัยอย่างร้ายแรง (ปลดออก/ไล่ออก) ให้ขอความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด แล้วออกคำสั่งลงโทษวินัยอย่างร้ายแรง (ปลดออก/ไล่ออก) ณ วันออกคำสั่ง แต่ให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันออกจากราชการสุดท้ายนั้น

          ๔. ผู้ที่ออกจากราชการกรณีนี้ ผู้บริหารท้องถิ่นต้องออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ หากล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าว จะออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนมิได้ (เพียงออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงอย่างเดียว ไม่หมายถึงให้สอบสวนเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน แต่อย่างใด)

          ข้อสังเกต
          กรณีผู้บริหารท้องถิ่นปล่อยเวลาล่วงเลยจนไม่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ออกจากราชการได้นั้น ผู้บริหารท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ เว้นแต่เกิดจากเหตุการณ์นอกเหนือการบังคับของตนโดยแท้เท่านั้น



                                   สวัสดี
         

----------
          ๑. มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘
          ๒. กรมการปกครอง, คู่มือการดำเนินการทางวินัยพนักงานส่วนท้องถิ่น, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน, ๒๕๔๕.
          ๓. สำนักงาน ก.พ., คู่มือการดำเนินการทางวินัย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, นนทบุรี : สำนักบริหารกลาง, ๒๕๕๑.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑                                    ๒๐ ก.ย. ๒๕๖๑                                       ...