วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๑
                                   ๑๙ ก.ค. ๒๕๖๑

                                               โดย..
                                    ประวิทย์ เปรื่องการ



                                 บทที่ ๙
             การกระทำที่ปรากฏชัดแจ้ง (ต่อ)


          คำอธิบาย
          คำว่า "การกระทำที่ปรากฏชัดแจ้ง" เคยกล่าวไว้แล้วว่า "ไม่ใช่ชัดเจน" เพราะได้มีการกำหนดว่า "ชัดแจ้ง" มีอะไรบ้าง ถือเป็นการแบ่งเบาภาระในการแสวงหาข้อเท็จจริงของผู้บริหารท้องถิ่นในการสั่งลงโทษหรือให้ออกจากราชการบางลักษณะ
          ตามปกติเมื่อผู้บริหารท้องถิ่นจะสั่งลงโทษทางวินัยผู้ใต้บังคับบัญชา หรือสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาออกจากราชการในบางลักษณะ ต้องมีการ "สอบสวน" เสียก่อน จึงจะสามารถสั่งลงโทษหรือให้ออกจากราชการได้ แต่ถ้าเป็นความผิดหรือการกระทำที่ปรากฏชัดแจ้งแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นอาจใช้ดุลพินิจไม่สอบสวน หรืองดการสอบสวน แล้วสั่งลงโทษ หรือสั่งให้ออกจากราชการในบางลักษณะได้ทันที
          แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่าในเรื่องนั้นมีบางประเด็นที่ต้องการทราบเพิ่มเติม ก็สามารถสอบสวนต่อไปได้ตามปกติ เพราะเป็นดุลพินิจในการเลือกของผู้บริหารท้องถิ่น
 
          สำหรับ "การกระทำที่ปรากฏชัดแจ้ง" จะแยกอธิบายเป็น ๒ กลุ่ม คือ
          ๑. ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง
          ๒. การกระทำที่ปรากฎชัดแจ้ง

          หลักการสำคัญของ
          "ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง" มี ๒ ประการ ได้แก่
          ๑. ความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง มีดังนี้
              (๑) ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดอาญา (ไม่ถึงกับจำคุก) และผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่าข้อเท็จจริงชัดแล้ว
              (๒) กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง และรับสารภาพเป็นหนังสือต่อ
                    ๑) ผู้บริหารท้องถิ่น
                    ๒) ผู้สืบสวนสอบสวน
                    ๓) กรรมการสอบสวน
          กรณีดังกล่าวผู้บริหารท้องถิ่นเลือกที่จะสอบสวน หรืองดการสอบสวนก็ได้ แล้วออกคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน ได้ทันที ก่อนรายงานไปยัง ก.จังหวัด เพื่อพิจารณา

          ๒. กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีดังนี้
              (๑) ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก (จริง) โดยไม่รอกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษ เว้นแต่ประมาทหรือลหุโทษ
              (๒) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเกินกว่า ๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือมีพฤติกรรมจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ
              (๓) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และรับสารภาพเป็นหนังสือต่อ
                    ๑) ผู้บริหารท้องถิ่น
                    ๒) ผู้สืบสวนสอบสวน
                    ๓) กรรมการสอบสวน
          กรณีนี้ผู้บริหารท้องถิ่นเลือกที่จะสอบสวน หรืองดการสอบสวนก็ได้ แล้วมีความเห็นเสนอไปยัง ก.จังหวัดให้ลงโทษปลดออก/ไล่ออก เมื่อ ก.จังหวัดเห็นชอบ ผู้บริหารท้องถิ่นจึงค่อยมาออกคำสั่งตามมติ ก.จังหวัดอีกครั้ง

          หลักการสำคัญของ
          "การกระทำที่ปรากฏชัดแจ้ง" มีดังนี้
           ๑. มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผิด แต่ให้รอ และผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่าชัดแล้ว
          ๒. หย่อนความสามารถ/บกพร่อง/ประพฤติตนไม่เหมาะสม และรับสารภาพเป็นหนังสือต่อ
              (๑) ผู้บริหารท้องถิ่น
              (๒) ผู้สืบสวนสอบสวน
              (๓) กรรมการสอบสวน
          ถือเป็นการกระทำที่ปรากฏชัดแจ้ง ผู้บริหารท้องถิ่นจะสั่งให้ออกจากราชการเพราะหย่อน/บกพร่อง/ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยไม่สอบสวน หรืองดการสอบสวนก็สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นดุลพินิจดังกล่าวแล้ว



                                บทที่ ๑๐
                      การสอบสวนพิจารณา


          ตัวบท
          (การสอบสวนพิจารณาต้องดำเนินการตามหมวด ๗ นี้)
          ข้อ ๔๘ เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม การสอบสวนพิจารณาข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อ ๒๖ วรรคหก หรือข้าราชการส่วนท้องมีกรณีถูกกล่าวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ ให้เป็นไปตามหมวดนี้

          คำอธิบาย
          ก่อนจะกล่าวถึงการดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงในบทนี้เป็นต้นไป จะขอทบทวนถึง "การตั้งเรื่องกล่าวหา" เมื่อพบมูลการกระทำผิดทางวินัย ในบทที่ ๗ อีกครั้ง เพื่อให้เห็นความแตกต่างของการตั้งเรื่องกล่าวหาทั้งวินัยอย่างไม่ร้ายแรงและอย่างร้ายแรง ดังนี้

         ๑. การตั้งเรื่องกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ซึ่งเป็นการสอบสวนตามที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นสมควรตามมาตรฐานทั่วไป โดยผู้บริหารท้องถิ่น ต้องดำเนินการด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ได้แก่
              (๑) บันทึกข้อความมอบหมายให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา (ปกติจะมอบเพียงหนึ่งคน) สอบสวนแทน แล้วให้รายงานมาเพื่อพิจารณาออกคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน ตามความหนักเบาของพฤติกรรม
              (๒) ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรง โดยมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงโดยอนุโลม (รายละเอียดอาจดำเนินการน้อยกว่า เน้นเฉพาะสาระสำคัญ)
              (๓) ผู้บริหารท้องถิ่น ตั้ง
                    ๑) กรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง
                    ๒) กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
                    ๓) กรรมการตรวจสอบข้อเท็จริง
              กรรมการข้อเท็จจริงข้างต้น ได้ดำเนินการครบถ้วนตามหลัก ๓ ประการ คือ
                    ๑) แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา
                    ๒) สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา
                    ๓) ให้โอกาสชี้แจง/นำสืบแก้ข้อกล่าวหา
              ผู้บริหารท้องถิ่น สามารถนำผลนั้นมาพิจารณาออกคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน โดยไม่ต้องกลับไปตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรงอีกก็ได้ ถือเป็นดุลพินิจของผู้บริหารท้องถิ่นโดยแท้
          ทั้งหมดนี้ถือเป็นการตั้งเรื่องกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

          ๒. การตั้งเรื่องกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต้องดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ตั้งแต่ ๔๙-๘๓ นั่นคือ การสอบสวนพิจารณา โดยใช้แบบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (แบบ สว.๑) เพียงอย่างเดียว
          การสอบสวนที่ใช้แบบ สว.๑ ร่วมกัน มี ๔ ประการ คือ
              (๑) วินัยอย่างร้ายแรง
              (๒) หย่อนความสามารถ
              (๓) บกพร่องในหน้าที่
              (๔) ประพฤติตนไม่เหมาะสม

          คำแนะนำ
          เมื่อมีความจำเป็นต้องออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (สว.๑) ต้องคำนึงไว้ก่อนว่า จะนำไปใช้สอบสวนในเรื่องใด คือ วินัยร้ายแรง หย่อนความสามารถ บกพร่อง ประพฤตนไม่เหมาะสม ดังนี้
          ๑. จะใช้สอบวินัยอย่างร้ายแรง ให้ขีดเครื่องหมาย / หย่อนความสามารถ / บกพร่อง / ประพฤติตนไม่เหมาะสม ออกเสียสิ้น
          ๒. ในทางกลับกัน หากจะใช้สอบให้ออกเพราะบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ต้องขีดเครื่องหมาย / วินัยอย่างร้ายแรง / หย่อนความสามารถ / ประพฤติตนไม่เหมาะสม ออกให้หมด
          ๓. ตรงเรื่อง..คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน..ควรใส่เรื่อง เช่น คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน..วินัยอย่างร้ายแรง หรือให้ออกเพราะหย่อนความสามารถ หรือบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม ไว้ด้วย
          ๔. หากไม่ได้ระบุข้อความไว้ตามข้อ ๓. จะต้องบรรยายความให้ชัดเจนในเนื้อหาว่าสอบสวนเรื่องอะไร คือ วินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถ หรือบกพร่อง หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยบรรยายความให้ละเอียดว่า..ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร เป็นต้น
          ๕. ชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา ต้องใส่ให้ครบ เช่น
               นายดำ สีขาว พนักงานเทศบาล..ตำแหน่ง...ระดับ....
          ๖. การอ้างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ในคำสั่ง ต้องอ้างให้ถูกต้อง และชัดเจน เช่น
               (๑) อบจ. อ้างมาตรา ๑๕ๆ
               (๒) เทศบาล อ้างมาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๒๓
               (๓) เมืองพัทยา อ้างมาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๒๘
               (๔) อบต. อ้างมาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๒๕
          ๗. หลักเกณฑ์การสอบสวน ต้องอ้าง "ประกาศ ก.จังหวัด.....(ใส่ชื่อจังหวัด) เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย (พ.ศ.๒๕๕๘/๒๕๕๙) ข้อ ๒๖ วรรคหก ห้ามอ้าง "มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘" โดยเด็ดขาด
          ๘. ชื่อและตำแหน่งระดับของคณะกรรมการสอบสวน ต้องใส่ให้ครบ เช่น
               นายแดง ดำเหลือง ปลัดเทศบาล..นักบริหาร ระดับ...ประธานกรรมการ เป็นต้น
          ๙. ย่อหน้าสุดท้าย ควรขีดข้อความ / ที่ไม่ต้องการออก ให้ตรงกับย่อหน้าแรก

          เจตนารมณ์ในการสอบสวนพิจารณาตามหมวดนี้ มี ๒ ประการ คือ
          ๑. เพื่อให้ได้ความจริง
          ๒. เพื่อให้เกิดความยุติธรรม
          จะสังเกตเห็นว่า หลักการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ตั้งแต่ข้อ ๔๙-๘๓ ได้ถูกนำไปใช้ในการสอบสวนเรื่องอื่น ๆ อีกจำนวนมาก


                                   สวัสดี
           

---------- 
          - มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑                                    ๒๐ ก.ย. ๒๕๖๑                                       ...