วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๒๘/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๒๘/๒๕๖๑
                                   ๔ ก.ย. ๒๕๖๑

                                               โดย..
                                   ประวิทย์  เปรื่องการ


                                 
                                 บทที่ ๑๑
                    การลงโทษทางวินัย (ต่อ)

         
          อธิบาย
          เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว ถ้า
          ๑. คณะกรรมการสอบสวน หรือ
          ๒. ผู้บริหารท้องถิ่น
          (แม้เพียงฝ่ายเดียว)
          เห็นว่าข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้น
          ๑. กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
          ๒. สมควรลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ

          มีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้
          ๑. ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอเรื่องไปยัง ก.จังหวัดที่ผู้นั้นสังกัด (ในวันเสนอ)
          ๒. ให้ ก.จังหวัดส่งเรื่องนั้นให้อนุวินัยพิจารณาทำความเห็นเสนอ
          ๓. ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนสามารถลดโทษเหลือเป็นปลดออกได้ (ต่ำกว่าปลดไม่ได้ เพราะเป็นวินัยอย่างร้ายแรง)
          ๔. เมื่อ ก.จังหวัดมีมติเป็นประการใด ผู้บริหารท้องถิ่นต้องสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้น (แม้ผู้บริหารท้องถิ่นจะไม่เห็นด้วยกับมติของ ก.จังหวัดก็ตาม)
          ๕. ผู้ถูกลงโทษปลดออกจากราชการ มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนลาออกจากราชการ

          อนุวินัยใน ก.จังหวัด ต้อง
          ๑. ไม่เป็นกรรมการใน ก.จังหวัด (ประเภทเดียวกัน)
          ๒. ไม่เป็นอนุอุทธรณ์ ใน ก.จังหวัด (ประเภทเดียวกัน)
          ๓. ให้ ก.จังหวัดแต่งตั้งจากบุคคล ดังต่อไปนี้
               (๑) รอง ผวจ./หน.ส่วนราชการประจำจังหวัดที่ ผวจ.มอบหมาย
               (๒) นอภ./หน.ส่วนราชการ/หน.หน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติงานในจังหวัด ๑ คน
               (๓) ผู้แทน อปท.ในจังหวัด (ประเภทเดียวกัน) ได้แก่
                      ๑) ผู้บริหารท้องถิ่น ๑ คน (อบจ.คือ รองฯ)
                      ๒) ข้าราชการท้องถิ่น ๑ คน
               (๔) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถในด้านการบริหารงานบุคคล/ด้านการดำเนินการทางวินัย ๒ คน โดยต้อง
                      ๑) มีสัญชาติไทย
                      ๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปีบริบูรณ์
                      ๓) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
                      ๔) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ อปท.
                      ๕) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                      ๖) ไม่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น/ผู้บริหารท้องถิ่น
                      ๗) ไม่เป็นเจ้าหน้าที่/ผู้มีตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง
                เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตจังหวัดนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันเสนอชื่อ
               (๕) ข้าราชการกรม สถ. ๑ คน เป็นเลขานุการ (อบจ.ได้แก่ ขรก.อบจ.)
          ๔. การแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของอนุวินัย ให้เป็นไปตามมติ ก.จังหวัด

           ปัจจุบันฝ่ายเลขานุการ ก.จังหวัดมีอัตรากำลังค่อนข้างจำกัด ในขณะที่มีรายงานการดำเนินการทางวินัยของ อปท.เป็นจำนวนมาก ประกอบกับมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘ ได้กำหนดระยะเวลาการพิจารณาของอนุวินัย+ก.จังหวัด เพียง ๙๐ วัน (ระยะวลาเร่งรัด) ก.กลาง จึงกำหนดมาตรการแก้ปัญหาไว้ กล่าวคือ
          ก.จังหวัด อาจ
          ๑. แต่งตั้ง หรือ
          ๒. มอบหมาย
          ให้เลขานุการคณะกรรมการสอบสวน (ชุดทำหน้าที่สอบ)
          ๑. เป็นผู้นำเสนอรายงานการดำเนินการทางวินัย ในการประชุมของ
               (๑) อนุวินัย หรือ
               (๒) ก.จังหวัด
               แล้วแต่กรณี
          ๒. เป็นผู้นำเสนอรายงานการดำเนินการทางวินัย (อาจรวมถึงเนื้อหาการอุทธรณ์) ในการประชุมของ
               (๑) อนุอุทธรณ์ หรือ
               (๒) ก.จังหวัด
               แล้วแต่กรณี
          ๓. เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้ (เป็นดุลพินิจ)     
          ๔. แต่ห้ามผู้นั้น
               (๑) พิจารณา หรือ
               (๒) แสดงความเห็น
               ในการประชุม   

          ในกรณี ก.จังหวัดมีมติแล้ว แต่ผู้บริหารท้องถิ่นยังมิได้ปฏิบัติตามมติ ปรากฏว่า ผู้จะถูกลงโทษตามมติ ก.จังหวัด ได้โอนไปสังกัดใหม่ (นอกเขตจังหวัด/ต่างประเภท อปท.) ต้องดำเนินการ ดังนี้
          ๑. ให้ ก.จังหวัดสังกัดเดิม
               (๑) ส่งรายงานการดำเนินการทางวินัย
               (๒) พร้อมทั้งมติของ ก.จังหวัด (สังกัดเดิม)
          ๒. ไปยัง ก.จังหวัดสังกัดใหม่ เพื่อพิจารณามีมติอีกครั้ง
          ๓. โดย ก.จังหวัดสังกัดใหม่ไม่ต้องส่งเรื่องให้อนุวินัย (สังกัดใหม่) พิจารณาทำความเห็นเสนออีก

          หมายเหตุ
          ๑. หากเป็นการโอนในเขตจังหวัดเดียวกัน/ประเภทเดียวกัน ผู้บริหารท้องถิ่นสังกัดใหม่ สามารถปฏิบัติตามมติได้
          ๒. แต่ถ้าเป็นการโอน
               (๑) ในเขตจังหวัดเดียวกัน แต่ต่างประเภท อปท.
               (๒) นอกเขตจังหวัด/ต่างประเภท อปท.
               (๓) นอกเขตจังหวัด/ประเภทเดียวกัน
          ให้ ก.จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการส่งเรื่อง (หากเรื่องค้างอยู่ที่ผู้บริหารท้องถิ่น ๆ นั้นต้องส่งเรื่องกลับมายัง ก.จังหวัดที่มีมติ และควรระบุสาเหตุที่ยังมิได้มีการสั่งหรือปฏิบัติตามมติให้ก.จังหวัดทราบด้วย)   
         
               
          ตัวบท
          (วิธีการออกคำสั่งลงโทษ)
          ข้อ ๘๖ การลงโทษข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้สั่งลงโทษต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด และมิให้เป็นไปโดยพยาบาท โดยอคติ หรือโดยโทสจริต หรือลงโทษผู้ที่ไม่มีความผิด ในคำสั่งลงโทษให้แสดงให้ชัดเจนว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยโดยมีข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวน พยานหลักฐาน และเหตุผลที่สนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างไร เป็นการกระทำผิดวินัยกรณีใด ตามข้อใด
          การลงโทษตามวรรคหนึ่งให้ทำเป็นคำสั่ง และระบุสิทธิในการอุทธรณ์ และระยะเวลาการอุทธรณ์ไว้ในคำสั่งด้วย วิธีการออกคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษให้ดำเนินการดังต่อไปนี้       
          (๑) การสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนเดือน ตามข้อ ๘๔ หรือข้อ ๘๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ห้ามมิให้สั่งลงโทษย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่การสั่งลงโทษผู้ถูกสั่งพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามหมวด ๓ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ และให้ทำคำสั่งตามแบบ ลท.๑ แบบ ลท.๒ หรือแบบ ลท.๓ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้
          (๒) การสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ตามข้อ ๘๕ หรือการสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ จะสั่งให้มีผลตั้งแต่วันใดให้เป็นตามหมวด ๔ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ และให้ทำคำสั่งดังกล่าวตามแบบ ลท.๔ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้
          (๓) การสั่งเพิ่มโทษ หรือลดโทษ เป็นไล่ออก หรือปลดออกจากราชการตามข้อ ๘๕ หรือเป็นโทษไล่ออก หรือปลดออกจากราชการตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ จะสั่งให้มีผลตั้งแต่วันใด ให้นำ (๒) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
          (๔) การสั่งเพิ่มโทษ หรือลดโทษ เป็นลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์ ให้สั่งย้อนหลังไปถึงวันที่คำสั่งลงโทษเดิมใช้บังคับ ทั้งนี้ การสั่งย้อนหลังดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงสิทธิและประโยชน์ที่ผู้ถูกสั่งลงโทษได้รับไปแล้ว
          (๕) การสั่งลดโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการตามข้อ ๘๕ หรือโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ เป็นลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์ จะสั่งให้มีผลตั้งแต่วันใด ให้นำ (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
          (๖) คำสั่งเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ตามข้อ ๘๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ให้ทำคำสั่งดังกล่าวตามแบบ ลท.๕ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้
          (๗) การสั่งยกโทษ งดโทษ ลดโทษ หรือเพิ่มโทษผู้อุทธรณ์ตามข้อ ๙ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งเป็นกรณีผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ทำคำสั่งดังกล่าวตามแบบ ลท.๖ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้
          (๘) การสั่งยกโทษ งดโทษ ลดโทษ หรือเพิ่มโทษผู้อุทธรณ์ตามข้อ ๙ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งเป็นกรณีผิดวินัยอย่างร้ายแรง และการสั่งให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการ ให้ทำคำสั่งดังกล่าวตามแบบ ลท.๗ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้
          (๙) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ ให้ทำเป็นคำสั่งมีสาระสำคัญแสดงเลขที่ และวัน เดือน ปี ที่ออกคำสั่งเดิม ข้อความเดิมตอนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง และข้อความที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้ว
       
         
                                       สวัสดี

----------
          - มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑                                    ๒๐ ก.ย. ๒๕๖๑                                       ...