วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๒๙/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๒๙/๒๕๖๑
                                   ๖ ก.ย. ๒๕๖๑

                                               โดย..
                                   ประวิทย์  เปรื่องการ


                                 
                                 บทที่ ๑๑
                    การลงโทษทางวินัย (ต่อ)
               
                       
          อธิบาย
          วิธีการลงโทษข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นที่สั่งลงโทษ ต้องสั่งลงโทษ
          ๑. ให้เหมาะสมกับความผิด
          ๒. มิให้เป็นไปโดย
               (๑) พยาบาท
               (๒) อคติ
               (๓) โทสจริต
               (๔) ลงโทษผู้ไม่มีความผิด
          ๓. ในคำสั่งลงโทษ ต้องแสดงให้ชัดเจนว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัย โดย
               (๑) มีข้อเท็จจริงที่ได้จาก
                     ๑) การสอบสวน
                     ๒) พยานหลักฐาน
                     ๓) เหตุผลที่สนับสนุนข้อกล่าวหา
                     อย่างไร
                     ๔) เป็นการกระทำผิดวินัยกรณีใด
                     ๕) ตามข้อใด
          ๔. วิธีการออกคำสั่งลงโทษ
               (๑) ให้ทำเป็นคำสั่ง
               (๒) ระบุสิทธิในการอุทธรณ์
               (๓) ระบุระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์
               ไว้ในคำสั่งด้วย

          วิธีการออกคำสั่งลงโทษ จะมีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
          ๑. ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน
              (๑) ที่ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งเอง
              (๒) ที่ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งตามมติ ก.จังหวัด
              (๓) ห้ามมิให้สั่งลงโทษให้มีผลย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่งลงโทษ เว้นแต่
                     ๑) ถูกสั่งพักราชการ หรือ
                     ๒) ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
                     ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่/กลับเข้ารับราชการก่อน แล้วจึงออกคำสั่งลงโทษ ณ วันที่ปัจจุบัน ทั้งนี้ ให้มีผลในเดือนถัดไป (โดยไม่ต้องระบุวันที่)
              ภาคทัณฑ์ ใช้แบบ ลท.๑
              ตัดเงินเดือน ใช้แบบ ลท.๒
              ลดขั้นเงินเดือน ใช้แบบ ลท.๓

          ๒. ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ
               (๑) ห้ามมิให้ออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่
                     ๑) ถูกสั่งพักราชการ หรือ
                     ๒) ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
                     ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งปลดออก/ไล่ออก ตั้งแต่วันพักราชการ หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น แล้วแต่กรณี
                     ๓) กรณีขาดราชการติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า ๑๕ วัน และไม่กลับมาปฏิบัติราชการอีกเลย ให้ไล่ออก (ห้ามปลด) ตั้งแต่วัน (เริ่ม) ละทิ้งหน้าที่ราชการนั้น (ประกอบมติ ครม.เมื่อ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ ตาม ว.๒๓๔ ลง ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖)
                     ๔) กรณีกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ปกติต้องสั่งให้มีผล ตั้งแต่
                          ก. วันต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด หรือ
                          ข. วันต้องคำพิพากษาถึงที่สุด
                          ค. วันถูกคุมขังติดต่อกันจนถึงวันต้องคำพิพากษาถึงที่สุด
                          แล้วแต่กรณี
                    ๕) กรณีต้องออกคำสั่งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งใหม่
                         ก. ให้สั่งย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่งเดิม
                         ข. ถ้าวันออกตามคำสั่งเดิมไม่ถูกต้อง ต้องสั่งให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ควรต้องออกตามกรณีนั้นในขณะที่ออกคำสั่งเดิม
                     ๖) กรณีออกจากราชการไปแล้วเพราะเหตุอื่นซึ่งไม่ใช่โทษทางวินัย ถ้าจะต้องสั่งใหม่หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นลงโทษปลด/ไล่ออกจากราชการ ต้องสั่งให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ควรลงโทษตามกรณีนั้นขณะที่ออกคำสั่งเดิม
                    ๗) กรณีผู้นั้น
                         ก. ถูกสั่งลงโทษปลด/ไล่ออก (ในกรณีอื่น)
                         ข. ถูกสั่งให้ออกจากราชการในกรณีอื่น
                         ค. ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการ
                         ไปก่อนแล้ว
                     ให้สั่งลงโทษปลด/ไล่ออก ย้อนหลังไปถึงวันออกจากราชการนั้น
                     ๘) กรณีเกษียณอายุราชการ ต้องสั่งให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์
                     ๙) กรณีใดที่มีเหตุสมควรสั่งลงโทษย้อนหลัง ให้สั่งปลด/ไล่ออกจากราชการย้อนหลังไปถึงวันที่ควรต้องออกตามกรณีนั้นได้ แต่ต้องไม่ทำให้เสียประโยชน์ตามสิทธิอันชอบธรรมของผู้ถูกสั่งลงโทษนั้น   
               ปลดออก/ไล่ออก ใช้แบบ ลท.๔

               (๒) การสั่งเพิ่มโทษ หรือลดโทษ เป็นไล่ออกหรือปลดออก ให้สั่งตาม (๑) โดยอนุโลม

               (๓) การสั่งเพิ่มโทษ ลดโทษ เป็นลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน ภาคทัณฑ์ ต้องสั่งให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่คำสั่งลงโทษเดิมใช้บังคับ แต่ไม่กระทบสิทธิและประโยชน์ที่ผู้นั้นรับไปแล้ว

               (๔) การสั่งลดโทษปลด/ไล่ออกจากราชการ เป็นลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน ภาคทัณฑ์ ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ ๑ โดยอนุโลม

               (๕) คำสั่งเพิ่ม/ลด/งด/ยกโทษ ตามมติ ก.จังหวัด ให้ใช้แบบ ลท.๕

               (๖) คำสั่งยก/งด/ลด/เพิ่มโทษ ตามมติ ก.จังหวัดที่พิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นกรณีวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ใช้แบบ ลท.๖

               (๗) คำสั่งยก/งด/ลด/เพิ่มโทษ ตามมติ ก.จังหวัดที่พิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ให้ใช้แบบ ลท.๗

               (๘) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในคำสั่งลงโทษ
                     ๑) ให้ทำคำสั่งเป็นอีก ๑ คำสั่ง
                     ๒) มีสาระสำคัญแสดงเลขที่ วัน เดือน ปี ที่ออกคำสั่งเดิม
                     ๓) ข้อความเดิมตอนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง
                     ๔) ข้อความที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้ว



                                  บทที่ ๑๒
            การรายงานการดำเนินการทางวินัย


          ตัวบท
          (การพิจารณาของ ก.จังหวัด)
          ข้อ ๘๗ เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นได้ดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยสั่งลงโทษ หรืองดโทษ ตามข้อ ๘๔ หรือสั่งยุติเรื่องแก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดแล้ว ให้รายงานไปยัง ก.จังหวัดเพื่อส่งเรื่องให้อนุวินัยตามข้อ ๘๕ วรรคสาม ทำความเห็นเสนอ และ ก.จังหวัดต้องพิจารณามีมติให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่เลขานุการ ก.จังหวัดได้รับรายงานการดำเนินการทางวินัยจากผู้บริหารท้องถิ่น
          ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็นซึ่งอนุวินัย และ ก.จังหวัด ไม่อาจพิจารณามีมติให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ขยายระยะเวลาได้ไม่เกินสองครั้ง ๆ ละไม่เกินสามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในรายงานการประชุมด้วย
          ก.จังหวัด อาจมีมติในคราวเดียวให้เลขานุการ ก.จังหวัดส่งรายงานการดำเนินการทางวินัยไปให้อนุวินัยทำความเห็นเสนอ ก่อนการพิจารณาและมีมติของ ก.จังหวัดก็ได้
          เมื่อ ก.จังหวัดพิจารณาเห็นว่าการลงโทษ หรืองดโทษ หรือสั่งยุติเรื่อง ตามวรรคหนึ่ง เป็นการไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม และมีมติเป็นประการใด ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น
          การพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยของอนุวินัย หรือของ ก.จังหวัด แล้วแต่กรณี ต้องแสดงเหตุผลให้ปรากฏเป็นหนังสือในรายงานการประชุมด้วย
          ในกรณีผู้บริหารท้องถิ่นได้สั่งลงโทษ เพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ หรือสั่งยุติเรื่อง ตามข้อ ๘๕ วรรคหนึ่ง ของมาตรฐานทั่วไปนี้ หรือสั่งให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดออกจากราชการ ตามข้อ ๖ (๔) หรือข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ ให้รายงานการดำเนินการทางวินัย หรือการสอบสวน หรือการให้ออกจากราชการต่อ ก.จังหวัดเพื่อทราบ
          เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นได้มีคำสั่งเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ถ้าเพิ่มโทษเป็นสถานโทษที่หนักขึ้น หรือลดโทษเป็นสถานโทษที่เบาลง หรืองดโทษ หรือยกโทษ คำสั่งลงโทษเดิมให้เป็นอันยกเลิก ถ้าลดโทษเป็นอัตราโทษที่เบาลง อัตราโทษส่วนที่เกินก็ให้เป็นอันยกเลิก ในกรณีที่คำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนเป็นอันยกเลิก หรืออัตราโทษส่วนที่เกินเป็นอันยกเลิก ให้คืนเงินเดือนที่ได้ตัด หรือลดลงไปแล้วตามคำสั่งที่เป็นอันยกเลิก หรืออัตราโทษส่วนเกินที่เป็นอันยกเลิกนั้นให้แก่ผู้ถูกลงโทษ

          อธิบาย
          เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นได้ดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดไปแล้ว โดยสั่ง
          ๑. ลงโทษ
          ๒. งดโทษ
          ๓. ยุติเรื่อง
          ผู้บริหารท้องถิ่นต้องรายงานไปยัง ก.จังหวัด ทุกเรื่อง

          เมื่อ ก.จังหวัดได้รับรายงานแล้ว
          ๑. ต้องส่งเรื่องให้อนุวินัย
          ๒. อนุวินัยต้องทำความเห็นเสนอ
          ๓. ระยะเวลาพิจารณาของอนุวินัย และ ก.จังหวัด รวมกัน ๙๐ วัน (ระยะเวลาเร่งรัด) นับแต่วันที่เลขานุการ ก.จังหวัด ได้รับเรื่องจากผู้บริหารท้องถิ่น
               (๑) เลขาฯ ก.จ.จ. ได้แก่ ปลัด อบจ.
               (๒) เลขาฯ ก.เมืองพัทยา ได้แก่ ปลัดเมืองพัทยา
               (๓) เลขาฯ ก.ท.จ./ก.อบต.จังหวัด ได้แก่ ท้องถิ่นจังหวัด
          ๔. กรณีมีเหตุผลจำเป็น ไม่อาจพิจารณามีมติให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน
               (๑) ให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง
               (๒) ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๓๐ วัน
               (๓) ต้องบันทึกในรายงานการประชุมเกี่ยวกับ
                     ๑) เหตุผลความจำเป็น
                     ๒) ระยะเวลาที่ขยาย
                     (โดยไม่ต้องขอต่อผู้ใด)
               (๔) ระยะเวลา ๙๐ วัน อนุวินัย และ ก.จังหวัดต้องถัวเฉลี่ยกันเอง (เป็นระยะเวลาเร่งรัด ไม่ใช่ระยะเวลาบังคับ)
          ๕. ก.จังหวัด
               (๑) อาจมีมติไว้ในคราวเดียว
               (๒) ให้เลขาฯ ก.จังหวัด
               (๓) ส่งรายงานการดำเนินการทางวินัย
               (๔) ให้อนุวินัยทำความเห็นเสนอ
               (๕) ก่อน ก.จังหวัดพิจารณามีมติก็ได้
               (๖) เป็นดุลพินิจ

          หมายเหตุ
          แม้จะเป็นดุลพินิจก็ตาม แต่ ก.จังหวัด ควรมีมติมอบหมาย ไม่เช่นนั้นจะล่าช้า ถ้าจะให้ ก.จังหวัดมีมติก่อนส่งเรื่องให้อนุวินัยทุกครั้ง เพราะมีระยะเวลาจำกัด (อนุอุทธรณ์ ก็เช่นเดียวกัน)
                           
         
                                       สวัสดี

----------
          - มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑                                    ๒๐ ก.ย. ๒๕๖๑                                       ...