คำถาม ๑๐/๙/๖๑
เรียนอาจารย์
กรณี ปปช.ชี้มูลความผิดฐานวินัยวินัยร้ายแรง โดยไม่กำหนดโทษ จะลงโทษปลดออกได้ไหมครับ ข้อเท็จจริง สตง.เข้าตรวจสอบเทศบาล พบว่าต้องคืนเงินประมาณ 90,000 บาท ต่อมานายก/คลัง/ช่าง/จนท. ได้ประชุมกันหาเงินคืนคลังตาม สตง. จึงมีมติซื้อวัสดุซ่อมแซมถนนโดยไม่มีของแล้วเบิกเงินคืนคลังตามข้อเสนอ สตง. ไม่นาน สตง.เข้าตรวจเพราะมีคนร้อง ปรากฎไม่มีของตามร้อง สตง.รายงาน ปปช.ดำเนินแพ่ง อาญา วินัย กับ กก.ตรวจรับ ผอ.คลัง ปรากฎว่าคลังรอด แต่ กก.ตรวจรับวินัยร้ายแรง อาญา/แพ่ง ขอเรียนว่าทุกคนเป็นคนดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ หรือประสบการณ์อะไรก็แล้วแต่ ผมเคยร่วมงานกับบุคคลเหล่านี้จึงอยากช่วยเหลือ ซึ่งระหว่างอยู่ด้วยกันผมพยายามช่วยเหลือแต่เรื่องเข้าสู่การไต่สวน ปปช.แล้ว เป็นห่วงและเห็นใจมากครับเพราะเป็นเหมือนโทษประหารชีวิต จึงขอปรึกษาแนวทางเพื่อลดโทษเป็นปลดออก หนังสือพึ่งมาถึงเทศบาล อยู่ระหว่างรายงาน ก. ครับ ขอแนวทางจากท่านผู้รู้ กูรู ทุกท่านด้วยครับ(กก.คนหนึ่งป่วยอยู่ระหว่างปลูกถ่ายตับ ยังไม่ทราบเรื่อง คนหนึ่งลาออกเมื่อ พค. อีกคนถือว่าเป็นคนทำงานของเทศบาลให้ขับเคลื่อนไป)
ตอบ
การใช้กฎหมายในปัจจุบันของบ้านเรา ซึ่งถือเป็น "นิติรัฐ" (Rechtsstaat) หมายถึง รัฐที่ปกครองด้วยกฏหมายนั้น นักกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมาย มักเป็นปฏิฐานนิยม (postivism) คือ ผู้ยึดทฤษฎีที่ว่าความรู้ได้จากการรับโดยตรงมากกว่าการเทียบเคียง กล่าวคือ "ตีความตามตัวบทอย่างเคร่งครัด" นั่นเอง เพราะการยึดถือดังกล่าวมีผลดีอย่างน้อย ๒ ประการ คือ
๑. ไม่ยุ่งยาก หากต้องตัดสินใจ เมื่อข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย
๒. ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะได้ดำเนินการตรงไปตรงมาตามกฎหมายแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม หลักหนึ่งที่ถูกมองข้ามคือ "หลักกฎหมายธรรมชาติ" มีคำกล่าวว่า กฎหมายที่ดีต้องอิงกฎธรรมชาติ ธรรมชาติของมนุษย์ คือ เป็นสัตว์สังคม (Social animals) สังคมที่ต้องการอยู่ร่วมกันด้วยความสงบเรียบร้อย ร่มเย็น และเป็นธรรม นั่นคือกฎพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์
จะสังเกตเห็นว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรากฏหมายมีเจตนาอย่างหนึ่ง แต่หลายคราที่ผู้บังคับใช้กฎหมายกลับตีความไปอีกแบบ มีให้เห็นเป็นประจำ ซึ่งคงต้องใช้เวลาให้ "ตกผลึก" อีกสักระยะหนึ่งเสียก่อน อาจดีขึ้น โปรดอย่าถาม.. "แล้วเมื่อไหร่ล่ะ ?"...ตอบไม่ได้จริง ๆ !!!
ประเด็นคำถาม
จะช่วยเขาอย่างไร เมื่อถูก ป.ป.ช.ชี้มูลวินัยร้ายแรง
สรุปสั้น
ช่วยบอกเขาว่า ขอให้ "ทำใจ" และตั้งสติให้ดี
ขยายความ
ข้อที่จริงที่เล่าถึงทางตัน จำต้องปล่อยไปตามกระบวนการ แต่ทุกท่านในคำถามคงต้องใช้สิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายอย่างเข้มข้น โดยเมื่อ ก.จังหวัดพิจารณามีมติให้ลงโทษสถานใด เช่น ป.ป.ช.ชี้มูล
๑. ฐานทุจริต ต้องไล่ออก ตามมติ ครม.เมื่อ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ (ปลดไม่ได้)
๒.ฐานอื่น จะปลดออกหรือไล่ออกก็ได้ (ตามมาตรฐานการลงโทษ)
ผู้ใช้อำนาจนายกฯ ต้องออกคำสั่งลงโทษตามนั้น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย (พ.ศ.๒๕๕๘/๒๕๕๙) ข้อ ๘๕ วรรคหนึ่ง แล้วส่งคำเนาคำสั่งลงโทษไปยัง ป.ป.ช.ตามกฎหมายนั้น
หลังจากผู้ถูกลงโทษรับทราบคำสั่งแล้วจะเกิดสิทธิในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ ก.จังหวัด ภายใน ๓๐ วัน นับแต่ลงนามรับทราบคำสั่งลงโทษ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นบ้างก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเหตุผลและคำอธิบายที่มีน้ำหนักและชอบด้วยกฎหมาย
จะอย่างไรก็ดี กฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับปัจจุบัน ได้เปิดช่องให้ผู้ถูกลงโทษสามารถนำคดีฟ้องต่อศาลได้โดยไม่ต้องยื่นอุทธรณ์ก่อน หากการถูกลงโทษในเรื่องนั้นเกิดจากการชี้มูลของ ป.ป.ช. ตามมาตรา ๑๐๑ แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑
และไม่ว่าผู้ถูกลงโทษ จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษหรือไม่ก็ตาม ด่านสุดท้ายยังมีศาลปกครอง ที่จะเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้ที่มั่นใจว่าตนเองไม่ผิด หรือผิดบ้างแต่ไม่ควรเป็นวินัยอย่างร้ายแรง
ดังนั้น ขอให้ช่วยบอกท่านเหล่านั้นว่า "อย่าตัดช่องน้อยแต่พอตัว" เมื่อชีวิตยังไม่สิ้นต้องดิ้นต่อ เพราะยังมีองค์กรที่จะดูแลให้ความเป็นธรรม (ถ้ามั่นใจว่าไม่ผิด หรือผิดไม่หนักดังถูกลงโทษ) ดังกล่าวแล้ว
ซึ่งมีแนวทางการต่อสู้ตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรม (ถ้าคิดว่าไม่ยุติธรรม) ขอให้ตั้งสติให้มั่น ค่อย ๆ คิดแล้วจะพบทางออกเอง
ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การชี้มูลของ ป.ป.ช.เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ในกฎหมาย ป.ป.ช. หากไต่สวนแล้วพบความผิด แต่ไม่ชี้มูล ป.ป.ช.จะกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ผู้ถูกตรวจสอบส่วนหนึ่งเกิดอาการ "หลวม" เพราะห่างเหินจากระเบียบวินัยไปบ้าง จึงต้องมานั่งปวดหัวใจและทุกข์ทรทานอย่างที่กำลังเป็น
ขอให้ใจเย็น ๆ (ลดการ "มโน" ให้มาก ) ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ และนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป "ต้องไม่พลาด" อีก ขอให้ยึดระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการปฏิบัติราชการ ปลอดภัยอย่างแน่นอน
ขอบคุณทุกการแชร์ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น