"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๑
๒๖ มิ.ย.๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๗
การดำเนินการทางวินัย
ข้อ ๒๖ การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้สอบสวนเพื่อให้ได้ความจริงและยุติธรรมโดยไม่ชักช้า โดยต้องแจ้งข้อกล่าวหา สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ซึ่งจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง รวมทั้งนำสืบแก้ข้อกล่าวหา เว้นแต่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามหมวด ๖
ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและการให้ปากคำของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าฟังการชี้แจงหรือให้ปากคำของตนได้
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการสอบสวนตามที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นสมควร โดยอาจมอบหมายให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาสอบสวนแทน หรือตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็ได้
การสืบสวนหรือพิจารณาตามข้อ ๒๔ วรรคห้า หากได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะสั่งลงโทษตามข้อ ๘๔ โดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรงอีกก็ได้
การดำเนินการตามวรรคสาม หากเป็นการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการมีสาระสำคัญตามหมวด ๗ โดยอนุโลม
ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนตามหมวด ๗
เมื่อดำเนินการตามวรรคสาม วรรคสี่ หรือวรรคหกแล้ว ถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๘๔ หรือข้อ ๘๕ แล้วแต่กรณี ถ้ายังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย จึงจะสั่งยุติเรื่องเป็นหนังสือได้
ในกรณีผู้บริหารท้องถิ่นได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามวรรคหก ในเรื่องที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตามข้อ ๖ (๔) หรือข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ และคณะกรรมการสอบสวนตามข้อดังกล่าวได้สอบสวนไว้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหก จะนำสำนวนการสอบสวนตามข้อดังกล่าวมาใช้เป็นสำนวนการสอบสวน และทำความเห็นเสนอผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยถือว่าได้มีการสอบสวนตามวรรหกแล้วก็ได้
คำอธิบาย
"การดำเนินการทางวินัย" ข้าราชการส่วนท้องถิ่น หมายถึง การกระทำทั้งหลายที่ดำเนินเป็นพิธีการตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ เมื่อมีกรณีอันมีมูลที่ควรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ครอบคลุมในเรื่องเหล่านี้ คือ
๑. การตั้งเรื่องกล่าวหา
๒. การสืบสวนหรือสอบสวน
๓. การพิจารณาความผิดและกำหนดโทษ
๔. การลงโทษหรืองดโทษ
๕. การดำเนินการต่าง ๆ ระหว่างการสอบสวนพิจารณา เช่น การสั่งพักราชการ หรือการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน (กรณีถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง) เป็นต้น
การดำเนินการทางวินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่น จะมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
๑. ผู้มีหน้าที่ดำเนินการทางวินัย คือ
(๑) ผู้สืบสวน
(๒) ผู้สอบสวน
๑) ผู้บริหารท้องถิ่น
๒) กรรมการสอบสวน
(๓) ผู้เสนอแนะความผิดและโทษ
๑) ผู้ตรวจสำนวน
๒) ผู้บริหารท้องถิ่น
(๔) ผู้พิจารณาความผิดและโทษ
๑) ผู้บริหารท้องถิ่น
๒) ก.จังหวัด (กรณีวินัยอย่างร้ายแรง)
(๕) ผู้สั่งลงโทษ หรืองดโทษ
ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น
๒. ฐานะและสิทธิของผู้ดำเนินการทางวินัย
(๑) ไม่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
(๒) มีสิทธิที่จะรายงานข้อเท็จจริง
(๓) มีสิทธิที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริง
(๔) มีสิทธิที่จะใช้ดุลพินิจเสนอแนะการลงโทษ
๓. บทบาทของผู้ดำเนินการทางวินัย แบ่งเป็น ๓ ลักษณะ คือ บทแข็ง บทกลาง และบทอ่อน มีรายละเอียด ดังนี้
(๑) บทแข็ง ได้แก่
๑) ผู้ทำตามกฎหมาย
๒) ผู้ปราบปราม
๓) ผู้รักษาประโยชน์ของทางราชการ
๔) ผู้รักษาอาญาสิทธิ์
๕) ผู้แสวงหาประโยชน์
(๒) บทกลาง ได้แก่
ผู้รักษาความยุติธรรม
(๓) บทอ่อน ได้แก่
(๑) ผู้ทำตามนโยบาย
(๒) ผู้ประนีประนอม
(๓) ผู้รักษาประโยชน์ของข้าราชการ
(๔) ผู้รักษาตัวรอด
(๕) ผู้แสวงบุญ
๔. ความหมายของแต่ละบทบาท
(๑) ผู้รักษากฎหมาย คือ
๑) มีทัศนคติที่จะทำตามกฎหมาย โดยไม่สนใจหลักการอื่นใด
๒) มุ่งแต่จะทำให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา
๓) มุ่งแต่จะพิจารณาความผิด โดยไม่สนใจที่จะหาความจริงและความยุติธรรม
(๒) ผู้รักษานโยบาย คือ
๑) มีทัศนคติที่จะรักษานโยบายของผู้ใหญ่ โดยไม่สนใจต่อหลักการอื่นใด
๒) มุ่งแต่จะทำให้เป็นไปตามนโยบายของผู้ใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา
๓) คอยฟังนโยบายของผู้ใหญ่ มากกว่าฟังข้อเท็จจริงในเรื่อง
(๓) ผู้ปราบปราม คือ
๑) มีทัศนคติที่จะเอาเรื่อง
๒) มุ่งแต่จะหาความผิดและหาทางลงโทษ โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้
๓) มุ่งแต่จะปราบปราม โดยไม่หาทางที่จะส่งเสริมวินัย
(๔) ผู้ประนีประนอม คือ
๑) มีทัศนคติที่ไม่อยากเอาเรื่อง
๒) มุ่งแต่จะให้มีการระงับเรื่อง มากกว่าที่จะให้ได้ความจริงและความยุติธรรม
๓) คำนึงบุคคลมากกว่าหลักการ
(๕) ผู้รักษาประโยชน์ของทางราชการ คือ
๑) มีทัศนคติที่จะขนทรายเข้าวัด
๒) มุ่งที่จะให้ทางราชการได้ประโยชน์มากที่สุด โดยไม่สนใจว่าผลจะตกแก่ข้าราชการอย่างไร
๓) มุ่งแต่จะตัดปัญหายุ่งยากของทางราชการ โดยไม่คิดที่จะแก้ปัญหาให้ข้าราชการ
(๖) ผู้รักษาประโยชน์ของข้าราชการ คือ
๑) มีทัศนคติที่จะให้ความคุ้มครอง ความเป็นธรรม และความมั่นคงของข้าราชการ
๒) ยึดหลักเช่นเดียวกับทางอาญาว่า ปล่อยคนทำผิด ๑๐๐ คน ดีกว่าลงโทษผู้ไม่มีความผิดเพียงคนเดียว
๓) มุ่งแต่จะใช้พรหมวิหาร ๒ คือ เมตตา และกรุณา เพื่อคุ้มครองข้าราชการ
(๗) ผู้รักษาอาญาสิทธิ์ คือ
๑) มีทัศนคติที่รู้สึกว่าเป็นผู้มีอำนาจที่จะบันดาลให้เป็นไปอย่างไรก็ได้
๒) มุ่งแต่จะใช้อำนาจรวบรัด
๓) ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
(๘) ผู้รักษาตัวรอด คือ
๑) มีทัศนคติที่ไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร
๒) มุ่งที่จะหลบเลี่ยง แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่เอาตัวเข้าผูกพัน
๓) พยายามสร้างความสัมพันธ์กับผู้ถูกกล่าวหา
(๙) ผู้แสวงหาประโยชน์ คือ
๑) มีทัศนคติเห็นผู้ถูกกล่าวหาเป็นเหยื่อ
๒) มุ่งที่จะหาประโยชน์ มากกว่าจะหาความจริงและความยุติธรรม
๓) มีความเอนเอียงไปข้างทางที่ตนจะได้ประโยชน์
(๑๐) ผู้แสวงบุญ คือ
๑) มีทัศนคติเห็นผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ตกทุกข์ได้ยากที่ควรช่วยเหลือเอาบุญ
๒) มุ่งที่จะหาทางช่วยเหลือ มากกว่าที่จะหาความจริงและความยุติธรรม
๓) มีความเอนเอียงเข้าข้างผู้ถูกกล่าวหา
(๑๑) ผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม คือ
๑) มีทัศนคติที่จะทำให้ถูกต้อง เป็นธรรม มีมโนธรรม คือ มีสติ รู้สำนึก ไม่มีอดติ ไม่มีอุปทาน
๒) มุ่งที่จะแสวงหาความจริงและความยุติธรรม
๓) มุ่งที่จะพิจารณาทั้งในทางที่จะฟังว่าทำผิด และในทางที่จะฟังว่าไม่ได้ทำผิด
บทกลาง คือ บทบาทของผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เป็นบทบาทที่ผู้ดำเนินการทางวินัยต้องยึดมั่น และนำไปปฏิบัติ
สวัสดี
----------
๑. มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘
๒. กรมการปกครอง, คู่มือการดำเนินการทางวินัยพนักงานส่วนท้องถิ่น, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน, ๒๕๔๕.
๓. สำนักงาน ก.พ., คู่มือการดำเนินการทางวินัย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, นนทบุรี : สำนักบริหารกลาง, ๒๕๕๑.
๒๖ มิ.ย.๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๗
การดำเนินการทางวินัย
ข้อ ๒๖ การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้สอบสวนเพื่อให้ได้ความจริงและยุติธรรมโดยไม่ชักช้า โดยต้องแจ้งข้อกล่าวหา สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ซึ่งจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง รวมทั้งนำสืบแก้ข้อกล่าวหา เว้นแต่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามหมวด ๖
ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและการให้ปากคำของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าฟังการชี้แจงหรือให้ปากคำของตนได้
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการสอบสวนตามที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นสมควร โดยอาจมอบหมายให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาสอบสวนแทน หรือตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็ได้
การสืบสวนหรือพิจารณาตามข้อ ๒๔ วรรคห้า หากได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะสั่งลงโทษตามข้อ ๘๔ โดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรงอีกก็ได้
การดำเนินการตามวรรคสาม หากเป็นการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการมีสาระสำคัญตามหมวด ๗ โดยอนุโลม
ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนตามหมวด ๗
เมื่อดำเนินการตามวรรคสาม วรรคสี่ หรือวรรคหกแล้ว ถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๘๔ หรือข้อ ๘๕ แล้วแต่กรณี ถ้ายังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย จึงจะสั่งยุติเรื่องเป็นหนังสือได้
ในกรณีผู้บริหารท้องถิ่นได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามวรรคหก ในเรื่องที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตามข้อ ๖ (๔) หรือข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ และคณะกรรมการสอบสวนตามข้อดังกล่าวได้สอบสวนไว้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหก จะนำสำนวนการสอบสวนตามข้อดังกล่าวมาใช้เป็นสำนวนการสอบสวน และทำความเห็นเสนอผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยถือว่าได้มีการสอบสวนตามวรรหกแล้วก็ได้
คำอธิบาย
"การดำเนินการทางวินัย" ข้าราชการส่วนท้องถิ่น หมายถึง การกระทำทั้งหลายที่ดำเนินเป็นพิธีการตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ เมื่อมีกรณีอันมีมูลที่ควรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ครอบคลุมในเรื่องเหล่านี้ คือ
๑. การตั้งเรื่องกล่าวหา
๒. การสืบสวนหรือสอบสวน
๓. การพิจารณาความผิดและกำหนดโทษ
๔. การลงโทษหรืองดโทษ
๕. การดำเนินการต่าง ๆ ระหว่างการสอบสวนพิจารณา เช่น การสั่งพักราชการ หรือการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน (กรณีถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง) เป็นต้น
การดำเนินการทางวินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่น จะมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
๑. ผู้มีหน้าที่ดำเนินการทางวินัย คือ
(๑) ผู้สืบสวน
(๒) ผู้สอบสวน
๑) ผู้บริหารท้องถิ่น
๒) กรรมการสอบสวน
(๓) ผู้เสนอแนะความผิดและโทษ
๑) ผู้ตรวจสำนวน
๒) ผู้บริหารท้องถิ่น
(๔) ผู้พิจารณาความผิดและโทษ
๑) ผู้บริหารท้องถิ่น
๒) ก.จังหวัด (กรณีวินัยอย่างร้ายแรง)
(๕) ผู้สั่งลงโทษ หรืองดโทษ
ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น
๒. ฐานะและสิทธิของผู้ดำเนินการทางวินัย
(๑) ไม่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
(๒) มีสิทธิที่จะรายงานข้อเท็จจริง
(๓) มีสิทธิที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริง
(๔) มีสิทธิที่จะใช้ดุลพินิจเสนอแนะการลงโทษ
๓. บทบาทของผู้ดำเนินการทางวินัย แบ่งเป็น ๓ ลักษณะ คือ บทแข็ง บทกลาง และบทอ่อน มีรายละเอียด ดังนี้
(๑) บทแข็ง ได้แก่
๑) ผู้ทำตามกฎหมาย
๒) ผู้ปราบปราม
๓) ผู้รักษาประโยชน์ของทางราชการ
๔) ผู้รักษาอาญาสิทธิ์
๕) ผู้แสวงหาประโยชน์
(๒) บทกลาง ได้แก่
ผู้รักษาความยุติธรรม
(๓) บทอ่อน ได้แก่
(๑) ผู้ทำตามนโยบาย
(๒) ผู้ประนีประนอม
(๓) ผู้รักษาประโยชน์ของข้าราชการ
(๔) ผู้รักษาตัวรอด
(๕) ผู้แสวงบุญ
๔. ความหมายของแต่ละบทบาท
(๑) ผู้รักษากฎหมาย คือ
๑) มีทัศนคติที่จะทำตามกฎหมาย โดยไม่สนใจหลักการอื่นใด
๒) มุ่งแต่จะทำให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา
๓) มุ่งแต่จะพิจารณาความผิด โดยไม่สนใจที่จะหาความจริงและความยุติธรรม
(๒) ผู้รักษานโยบาย คือ
๑) มีทัศนคติที่จะรักษานโยบายของผู้ใหญ่ โดยไม่สนใจต่อหลักการอื่นใด
๒) มุ่งแต่จะทำให้เป็นไปตามนโยบายของผู้ใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา
๓) คอยฟังนโยบายของผู้ใหญ่ มากกว่าฟังข้อเท็จจริงในเรื่อง
(๓) ผู้ปราบปราม คือ
๑) มีทัศนคติที่จะเอาเรื่อง
๒) มุ่งแต่จะหาความผิดและหาทางลงโทษ โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้
๓) มุ่งแต่จะปราบปราม โดยไม่หาทางที่จะส่งเสริมวินัย
(๔) ผู้ประนีประนอม คือ
๑) มีทัศนคติที่ไม่อยากเอาเรื่อง
๒) มุ่งแต่จะให้มีการระงับเรื่อง มากกว่าที่จะให้ได้ความจริงและความยุติธรรม
๓) คำนึงบุคคลมากกว่าหลักการ
(๕) ผู้รักษาประโยชน์ของทางราชการ คือ
๑) มีทัศนคติที่จะขนทรายเข้าวัด
๒) มุ่งที่จะให้ทางราชการได้ประโยชน์มากที่สุด โดยไม่สนใจว่าผลจะตกแก่ข้าราชการอย่างไร
๓) มุ่งแต่จะตัดปัญหายุ่งยากของทางราชการ โดยไม่คิดที่จะแก้ปัญหาให้ข้าราชการ
(๖) ผู้รักษาประโยชน์ของข้าราชการ คือ
๑) มีทัศนคติที่จะให้ความคุ้มครอง ความเป็นธรรม และความมั่นคงของข้าราชการ
๒) ยึดหลักเช่นเดียวกับทางอาญาว่า ปล่อยคนทำผิด ๑๐๐ คน ดีกว่าลงโทษผู้ไม่มีความผิดเพียงคนเดียว
๓) มุ่งแต่จะใช้พรหมวิหาร ๒ คือ เมตตา และกรุณา เพื่อคุ้มครองข้าราชการ
(๗) ผู้รักษาอาญาสิทธิ์ คือ
๑) มีทัศนคติที่รู้สึกว่าเป็นผู้มีอำนาจที่จะบันดาลให้เป็นไปอย่างไรก็ได้
๒) มุ่งแต่จะใช้อำนาจรวบรัด
๓) ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
(๘) ผู้รักษาตัวรอด คือ
๑) มีทัศนคติที่ไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร
๒) มุ่งที่จะหลบเลี่ยง แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่เอาตัวเข้าผูกพัน
๓) พยายามสร้างความสัมพันธ์กับผู้ถูกกล่าวหา
(๙) ผู้แสวงหาประโยชน์ คือ
๑) มีทัศนคติเห็นผู้ถูกกล่าวหาเป็นเหยื่อ
๒) มุ่งที่จะหาประโยชน์ มากกว่าจะหาความจริงและความยุติธรรม
๓) มีความเอนเอียงไปข้างทางที่ตนจะได้ประโยชน์
(๑๐) ผู้แสวงบุญ คือ
๑) มีทัศนคติเห็นผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ตกทุกข์ได้ยากที่ควรช่วยเหลือเอาบุญ
๒) มุ่งที่จะหาทางช่วยเหลือ มากกว่าที่จะหาความจริงและความยุติธรรม
๓) มีความเอนเอียงเข้าข้างผู้ถูกกล่าวหา
(๑๑) ผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม คือ
๑) มีทัศนคติที่จะทำให้ถูกต้อง เป็นธรรม มีมโนธรรม คือ มีสติ รู้สำนึก ไม่มีอดติ ไม่มีอุปทาน
๒) มุ่งที่จะแสวงหาความจริงและความยุติธรรม
๓) มุ่งที่จะพิจารณาทั้งในทางที่จะฟังว่าทำผิด และในทางที่จะฟังว่าไม่ได้ทำผิด
บทกลาง คือ บทบาทของผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เป็นบทบาทที่ผู้ดำเนินการทางวินัยต้องยึดมั่น และนำไปปฏิบัติ
สวัสดี
----------
๑. มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘
๒. กรมการปกครอง, คู่มือการดำเนินการทางวินัยพนักงานส่วนท้องถิ่น, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน, ๒๕๔๕.
๓. สำนักงาน ก.พ., คู่มือการดำเนินการทางวินัย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, นนทบุรี : สำนักบริหารกลาง, ๒๕๕๑.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น