วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"     ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๑
                                    ๒๑ มิ.ย.๒๕๖๑

                                               โดย..
                                    ประวิทย์ เปรื่องการ



                                บทที่ ๖
           วิธีก่อนการดำเนินการทางวินัย (ต่อ)


          คำอธิบาย
          วินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่นข้อนี้เป็นการเริ่มต้นก่อนเข้าสู่การดำเนินการทางวินัย โดยกล่าวถึง ๑. หน้าที่ผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับวินัย ๒. วิธีแสวงหามูลความผิด ๓. การรับฟังบัตรสนเท่ห์ ๔. การรับฟังคำบอกเล่า ๕. ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาที่ละเลย หรือไม่สุจริต ซึ่งจะอธิบายแต่ละหัวข้อต่อไป

          คำว่า "ผู้บังคับบัญชา" หมายถึง ผู้บังคับบัญชาตามสายการปฏิบัติราชการทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชั้นต้นถึงชั้นสูงสุด เช่น หัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าส่วน ผู้อำนวยการส่วน ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนัก รองปลัด ปลัด รองผู้บริหารท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น เป็นต้น

          ๑. หน้าที่ผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับวินัยของผู้ใต้บังคับบัญชา มี ๓ ด้าน คือ
              (๑) เสริมสร้างและพัฒนาให้มีวินัย โดย
                    ๑) ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
                    ๒) ให้การฝึกอบรม 
                    ๓) สร้างขวัญและกำลังใจ
                    ๔) ให้การจูงใจ
                    ๕) เสริมสร้างและพัฒนาทัศนคติ จิตสำนึก พฤติกรรมในทางมีวินัยโดยประการอื่น
              (๒) ป้องกันมิให้กระทำผิดวินัย โดย
                    ๑) เอาใจใส่
                    ๒) สังเกตการณ์
                    ๓) ขจัดเหตุอันอยู่ในวิสัยที่จะทำได้
              (๓) ดำเนินการทางวินัยทันที เมื่อมีการกระทำผิดวินัย

          ๒. การแสวงหามูลความผิด
          คำว่า "มูลความผิด" นั้น ไม่พบว่ามีตำราวินัยเล่มใดให้ความหมายไว้โดยเฉพาะ แต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้กล่าวถึงคำว่า "มูล" ไว้ว่า คือ โคน ราก เค้า ต้น ที่ตั้ง และเดิม เป็นต้น เมื่อนำมาผสมกับคำว่า "ความผิด" แล้ว ในทางวินัยน่าจะหมายถึง "รากแห่งความผิด"  "เค้าแห่งความผิด" หรือ "ต้นแห่งความผิด" ซึ่งดูจะใกล้เคียงมากที่สุด
          ดังนั้น ในการสอนจึงขอนิยาม คำว่า "มูลความผิด" หมายถึง "เค้าแห่งความผิด" เมื่อมีความหมายดังกล่าวแล้ว จึงจำต้องพิสูจน์ทราบความจริงสุดท้ายว่า เป็นไปตามนั้นหรือไม่ หรือต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป
          เค้าแห่งความผิดมาจากหลายช่องทาง เช่น
              (๑) การส่งเรื่องของหน่วยงานรัฐ (ยังไม่ดำเนินการใด ๆ มาก่อน ซึ่งไม่ใช่การชี้มูล)
              (๒) การร้องเรียน (ปรากฏตัวผู้กล่าวหา) 
              (๓) บัตรสนเท่ห์ (ไม่ปรากฏตัวผู้กล่าวหา) หรือเกิดจากความสงสัยของผู้บังคับบัญชาเอง
          ทั้งหมดนี้ ถือว่า "ยังไม่มีพยานหลักฐาน"

          เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาจำเป็นต้องสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ามีมูลความผิดหรือไม่ โดยต้องมีการแสวงหามูลความผิดในเรื่องนั้น

          การแสวงหามูลความผิด ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานนี้ด้วยการให้ "ตั้งกรรมการ" โดยออกคำสั่งได้ ๓ แบบ คือ
              (๑) สืบสวนข้อเท็จจริง
              (๒) สอบสวนข้อเท็จจริง
              (๓) ตรวจสอบข้อเท็จจริง
          ทั้ง ๓ แบบ มีจุดเน้นต่างกัน คือ การสืบสวน เน้นการเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน การสอบสวน เน้นการสอบปากคำ การตรวจสอบ เน้นการพิจารณาพยานหลักฐานที่มีอยู่ โดยจะใช้ถ้อยคำแบบใดก็ได้ เพราะเมื่อถึงคราวปฏิบัติจริง อาจใช้ทุกวิธีรวมกัน

          ๓. การรับฟังบัตรสนเท่ห์ ได้แก่ การรับฟังหนังสือร้องเรียนที่ไม่ปรากฏตัวผู้กล่าวหาหรือไม่ปรากฏตัวผู้ร้องเรียน หรือเป็นกรณีผู้บังคับบัญชาสงสัยเอง ซึ่งให้แสวงหามูลความผิดได้ เฉพาะกรณีต่อไปนี้
               (๑) มีหนังสือไม่ระบุชื่อผู้กล่าวหา ไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้กล่าวหา แต่ระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหา หรือข้อเท็จจริงพอจะรู้ว่าเป็นใคร และข้อมูลนั้นเพียงพอให้สืบได้
               (๒) ผู้บังคับบัญชาสงสัย โดยมีพยานหลักฐานพอที่จะสืบได้
          อนึ่ง หากความปรากฏแก่ผู้บังคับบัญชาอื่นที่ไม่ใช่ผู้บริหารท้องถิ่น ให้รายงานตามลำดับชั้นถึงผู้บริหารท้องถิ่นโดยเร็ว เพื่อดำเนินการแสวงหามูลความผิดต่อไป

          ๔. การรับฟังคำบอกเล่า
          ในอดีตเมื่อมีคนมาเล่าเรื่องกล่าวหาผู้ใต้บังคับบัญชาว่ากระทำผิด ยังไม่มีข้อกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการอย่างไร เพราะการร้องนั้นผู้ร้องเรียนจะต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น แต่ปัจจุบันมาตรฐานฉบับนี้ได้กำหนดวิธีการดังกล่าวไว้ โดยกำหนดบังคับผู้บังคับบัญชาที่รับฟัง ให้จัดทำบันทึก (พิมพ์/เขียนเอง หรือมอบหมายใครก็ได้) แล้วให้ผู้เล่าเรื่องกล่าวหาลงลายมือชื่อเพื่อแสวงหามูลความผิดต่อไป และหากเป็นผู้บังคับบัญชาอื่นก็ต้องรายงานผู้บริหารท้องถิ่นทราบโดยเร็วเช่นเดียวกัน

          ๕. ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาที่ละลยหรือไม่สุจริต
          เนื่องจากเป็นหน้าที่ผู้บังคับบัญชาทุกคนต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมด ซึ่งต้องไม่ละเลยหรือไม่สุจริต เพราะไม่เช่นนั้นแล้วความผิดจะตกอยู่กับผู้บังคับบัญชาผู้นั้นเสียเอง เช่น รู้อยู่ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัย แต่มีพฤติการณ์ช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นั้นต้องรับโทษ อาจถือได้ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อนี้โดยมิชอบ เพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
          สำหรับผู้บังคับบัญชาที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น (นายก หรือรองนายก ผู้รับมอบอำนาจ) ถือว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ แล้วแต่กรณี กำกับดูแลและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทนั้น ๆ ต่อไป
          นอกจากนั้น ผู้บังคับบัญชาคนดังกล่าวอาจต้องรับผิดในทางอาญา เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากด้วย
                             

          ตัวบท
          ข้อ ๒๕ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติในหมวดนี้ ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัย จักต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามหมวด ๘       
          โทษทางวินัยมี ๕ สถาน คือ
          (๑) ภาคทัณฑ์
          (๒) ตัดเงินเดือน
          (๓) ลดขั้นเงินเดือน
          (๔) ปลดออก
          (๕) ไล่ออก

          คำอธิบาย
          ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในเรื่องของวินัยและการรักษาวินัย ทั้ง ๑๘ ฐานที่กล่าวมาข้างต้นโดยเคร่งครัดตลอดเวลา หากมีการฝ่าฝืนต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่เป็นวินัยเล็กน้อย และมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือก็ได้ (ปัจจุบันยกเลิกการทำทัณฑ์บนในข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้ว) ทั้งนี้ จนกว่าจะออกจากราชการไป โดยการตาย เกษียณอายุ ลาออก ถูกสั่งให้ออก และถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ

          สำหรับสถานโทษทางวินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีอยู่ ๕ สถาน ได้แก่ ๑. ภาคทัณฑ์ ๒. ตัดเงินเดือน ๓. ลดขั้นเงินเดือน ๔. ปลดออก ๕. ไล่ออก นอกจากนี้แล้ว "ไม่ถือว่ามีการลงโทษทางวินัย"

          ข้อสังเกต
          สถานโทษทางวินัยลำดับที่ ๓ คือ ลดขั้นเงินเดือน แต่สถานโทษนี้ของข้าราชการพลเรือนจะเป็น "ลดเงินเดือน" ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘๘ วรรคสอง จะไม่มีคำว่า "ขั้น" เหมือนข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพราะการจ่ายเงินเดือนของข้าราชการทั้ง ๒ ประเภทต่างกัน โดยข้าราชการส่วนท้องถิ่น ยังใช้ระบบบัญชีเงินเดือนเช่นเดิม และมีการปรับมาเป็นระยะ ๆ เช่น .๕ ขั้น ๑ ขั้น ๑.๕ ขั้น ๒ ขั้น เป็นต้น ในขณะที่การจ่ายเงินเดือนของข้าราชการพลเรือน จะจ่ายโดยคิดคำนวณเป็นร้อยละ (%) เช่น ๑ % ๑.๕ % ๒ % เป็นต้น จึงไม่มีขั้นเงินเดือนเหมือนข้าราชการส่วนท้องถิ่น

          ส่วนสถานโทษทางวินัยพนักงานจ้างและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี ๔ สถาน คือ
          (๑) ภาคทัณฑ์
          (๒) ตัดค่าตอบแทน
          (๓) ลดค่าตอบแทน
          (๔) ไล่ออก
          ตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับพนักงานจ้าง ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๗ และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๔๘ วรรคสอง


                                   สวัสดี
         

----------
          ๑. มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘
          ๒. กรมการปกครอง, คู่มือการทางวินัยพนักงานส่วนท้องถิ่น, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน, ๒๕๔๕.
          ๓. สำนักงาน ก.พ., คู่มือการดำเนินการทางวินัย, พิมพ์ครั้งที่ ๓, นนทบุรี : สำนักบริหารกลาง, ๒๕๕๑.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑                                    ๒๐ ก.ย. ๒๕๖๑                                       ...