"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๑๗/๒๕๖๑
๒๖ ก.ค. ๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๑๐
การสอบสวนพิจารณา (ต่อ)
ตัวบท
(ข้อความที่ต้องระบุในคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน แบบ สว.๑)
ข้อ ๕๐ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตำแหน่งระดับของผู้ถูกกล่าวหา เรื่องที่กล่าวหา ชื่อและตำแหน่งระดับของผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน และผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) ทั้งนี้ ให้มีสาระสำคัญตามแบบ สว.๑ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้
การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งระดับของผู้ได้รับแต่งตั้ง ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง
คำอธิบาย
ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (ให้ใช้แบบ สว.๑ เท่านั้น) จะต้องระบุข้อความ ๓ ประการ ดังต่อไปนี้
๑. ชื่อ (นามสกุล) ตำแหน่งและระดับของผู้ถูกกล่าวหา
๒. เรื่องที่กล่าวหา (หมายถึง ทำผิดเรื่องอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ฐานความผิด)
๓. ชื่อ (นามสกุล) ตำแหน่งและระดับของกรรมการสอบสวน
สำหรับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ หากมีความจำเป็นจะแต่งตั้งเพิ่มก็ได้ โดยต้องมีคุณสมบัติตามข้อ ๔๙ ดังได้กล่าวไปแล้วด้วย
เมื่อแต่งตั้งกรรมการโดยชอบแล้ว ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและระดับของกรรมการสอบสวน หามีผลกระทบใด ๆ ต่อคำสั่งที่สมบูรณ์ไปแล้วไม่ กรรมการชุดเดิม ต้องทำการสอบสวนต่อไป
ตัวบท
(การแจ้งคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน แบบ สว.๑)
ข้อ ๕๑ เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้ให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่ง ถ้าได้ทำบันทึกลงวันที่และสถานที่ที่แจ้งและลงลายมือชื่อผู้แจ้ง พร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบ กรณีไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยตรงได้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่น ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว
(๒) ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้คณะกรรมการสอบสวน และส่งหลักฐานการรับทราบ หรือถือว่ารับทราบตาม (๑) พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาให้ประธานกรรมการ และให้ประธานกรรมการลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน
คำอธิบาย
เมื่อผู้บริการท้องถิ่นลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และมีการออกเลขที่/วันที่ออกคำสั่งแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่น (ข้าราชการผู้เป็นเจ้าของเรื่อง) มีหน้าที่ ๒ ประการ ดังต่อไปนี้ คือ
๑. แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดย
(๑) ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ/วันที่รับทราบ ไว้เป็นหลักฐาน (และเพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลายื่นคำคัดค้านกรรมการสอบสวนด้วย) แล้วมอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาไว้ ๑ ฉบับ
(๒) ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง ผู้แจ้งต้องทำบันทึกเหตุนั้น ลงวันที่ที่แจ้ง/สถานที่ที่แจ้ง/ลายมือชื่อผู้แจ้ง/พยานรู้เห็น ๑ คนขึ้นไป ไว้เป็นหลักฐาน ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหารับทราบคำสั่งแล้วในวันที่แจ้งนั้น
(๓) กรณีที่ไม่อาจแจ้งคำสั่งโดยตรงได้ หรือมีเหตุจำเป็น ให้ส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ไปยังที่อยู่ซึ่งปรากฏตามหลักฐานราชการ เมื่อพ้น ๑๕ วันนับแต่วันส่ง ถือว่าผู้ถูกกล่าวหารับทราบคำสั่งแล้ว
๒. ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งให้กรรมการสอบสวนทุกคน และ
(๑) ส่งหลักฐานการรับทราบ หรือถือว่ารับทราบคำสั่งของผู้ถูกกล่าวข้างต้น
(๒) เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาทั้งหมด
ให้ประธานกรรมการสอบสวน โดยประธานกรรมการสอบสวนต้องลงลายมือชื่อ/วันเดือนปีที่รับทราบ ไว้เป็นหลักฐาน (และเพื่อประโยชน์ในการนับระยะวลาการสอบสวนด้วย เพราะเมื่อประธานลงชื่อรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ระยะเวลาการสอบสวน จะเริ่มนับ ๑ ๒ ๓ ...ทันที)
ตัวบท
(การประชุมครั้งแรก)
ข้อ ๕๒ เมื่อได้รับเรื่องตามข้อ ๕๑ (๒) แล้ว ให้ประธานกรรมการดำเนินการประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวนต่อไป
คำอธิบาย
หลังจากประธานกรรมการสอบสวน ได้รับ
๑. สำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
๒. หลักฐานการรับทราบ หรือถือว่ารับทราบคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนของผู้ถูกกล่าวหา
๓. เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา
และลงชื่อ/วันที่ รับทราบคำสั่งแล้ว ประธานกรรมการสอบสวนต้องนัดประชุมครั้งแรก (ควรนัดเป็นหนังสือ) เพื่อวางแนวทางการสอบสวน เช่น
(๑) ตีกรอบการสอบสวนตามคำสั่งในแบบ สว.๑
(๒) กำหนดกลุ่มผู้จะถูกสอบสวนว่า จะสอบผู้ใดบ้าง สอบเมื่อไร ที่ไหน ในฐานะพยานฝ่ายใด
(๓) จะสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาอย่างไร ที่ไหน และเมื่อใด
(๔) จะรวบรวมพยานเอกสาร/พยานหลักฐาน อย่างไร
เป็นต้น
ตัวบท
(องค์ประชุมและการลงมติ)
ข้อ ๕๓ การประชุมคณะกรรมการสอบสวน ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่การประชุมตามข้อ ๖๑ และข้อ ๗๕ ต้องมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่าสามคน และไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด
การประชุมคณะกรรมการสอบสวน ต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุมด้วย แต่ในกรณีจำเป็นประธานกรรมการไม่สามารถเข้าประชุมได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
การลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
คำอธิบาย
การนับองค์ประชุมคณะกรรมการสอบสวน แบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่
๑. องค์ประชุมปกติ
๒. องค์ประชุมพิเศษ
ขยายความ
๑. องค์ประชุมปกติ หมายถึง การประชุมหรือการสอบสวนทั่ว ๆ ไป ทีมีการประชุม หรือมีการสอบสวนทุกครั้ง กรรมการสอบสวนต้องมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่ตั้งไว้ จึงจะถือเป็นองค์ประชุม เช่น มีกรรมการ ๓ คน ต้องเข้าประชุม ๒ คน มีกรรมการ ๕ คน ต้องเข้าประชุม ๓ คน เป็นต้น
๒. องค์ประชุมพิเศษ หมายถึง การประชุมเพื่อแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา (สว.๓) กับการประชุมเพื่อพิจารณาลงมติ (จัดทำ สว.๖) กรรมการสอบสวนต้องเข้าประขุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และไม่น้อยกว่า ๓ คน จึงจะถือเป็นองค์ประขุม เช่น มีกรรมการ ๓ คน ต้องเข้าประขุมทุกคน มีกรรมการ ๗ คน ต้องเข้าประชุม ๔ คน เป็นต้น
หมายเหตุ
กรรมการที่ไม่ประชุม หรือไม่อยู่ในที่สอบสวนไม่สามารถลงชื่อในการประชุมหรือในการสอบสวนครั้งนั้นได้
การประชุมตามปกติเบิกเงินสมนาคุณได้ ครั้งละ ๒๕๐ บาท
การประชุมพิเศษเบิกเงินสมนาคุณได้ ครั้งละ ๓๐๐ บาท
ทั้งนี้ ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่มีการประชุมครั้งแรก และเบิกจากหน่วยงานเจ้าของคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
การประชุมทุกครั้ง ประธานกรรมการต้องร่วมประขุมด้วย หากเข้าประชุมไม่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกันเองทำหน้าที่แทนประธานกรรมการ
เมื่อลงมติให้ถือเสียงข้างมาก หากคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานออกเพิ่มอีก ๑ เสียง เพื่อชี้ขาด
สวัสดี
----------
- มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.
๒๖ ก.ค. ๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๑๐
การสอบสวนพิจารณา (ต่อ)
ตัวบท
(ข้อความที่ต้องระบุในคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน แบบ สว.๑)
ข้อ ๕๐ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตำแหน่งระดับของผู้ถูกกล่าวหา เรื่องที่กล่าวหา ชื่อและตำแหน่งระดับของผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน และผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) ทั้งนี้ ให้มีสาระสำคัญตามแบบ สว.๑ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้
การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งระดับของผู้ได้รับแต่งตั้ง ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง
คำอธิบาย
ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (ให้ใช้แบบ สว.๑ เท่านั้น) จะต้องระบุข้อความ ๓ ประการ ดังต่อไปนี้
๑. ชื่อ (นามสกุล) ตำแหน่งและระดับของผู้ถูกกล่าวหา
๒. เรื่องที่กล่าวหา (หมายถึง ทำผิดเรื่องอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ฐานความผิด)
๓. ชื่อ (นามสกุล) ตำแหน่งและระดับของกรรมการสอบสวน
สำหรับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ หากมีความจำเป็นจะแต่งตั้งเพิ่มก็ได้ โดยต้องมีคุณสมบัติตามข้อ ๔๙ ดังได้กล่าวไปแล้วด้วย
เมื่อแต่งตั้งกรรมการโดยชอบแล้ว ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและระดับของกรรมการสอบสวน หามีผลกระทบใด ๆ ต่อคำสั่งที่สมบูรณ์ไปแล้วไม่ กรรมการชุดเดิม ต้องทำการสอบสวนต่อไป
ตัวบท
(การแจ้งคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน แบบ สว.๑)
ข้อ ๕๑ เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้ให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่ง ถ้าได้ทำบันทึกลงวันที่และสถานที่ที่แจ้งและลงลายมือชื่อผู้แจ้ง พร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบ กรณีไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยตรงได้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่น ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว
(๒) ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้คณะกรรมการสอบสวน และส่งหลักฐานการรับทราบ หรือถือว่ารับทราบตาม (๑) พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาให้ประธานกรรมการ และให้ประธานกรรมการลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน
คำอธิบาย
เมื่อผู้บริการท้องถิ่นลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และมีการออกเลขที่/วันที่ออกคำสั่งแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่น (ข้าราชการผู้เป็นเจ้าของเรื่อง) มีหน้าที่ ๒ ประการ ดังต่อไปนี้ คือ
๑. แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดย
(๑) ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ/วันที่รับทราบ ไว้เป็นหลักฐาน (และเพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลายื่นคำคัดค้านกรรมการสอบสวนด้วย) แล้วมอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาไว้ ๑ ฉบับ
(๒) ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง ผู้แจ้งต้องทำบันทึกเหตุนั้น ลงวันที่ที่แจ้ง/สถานที่ที่แจ้ง/ลายมือชื่อผู้แจ้ง/พยานรู้เห็น ๑ คนขึ้นไป ไว้เป็นหลักฐาน ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหารับทราบคำสั่งแล้วในวันที่แจ้งนั้น
(๓) กรณีที่ไม่อาจแจ้งคำสั่งโดยตรงได้ หรือมีเหตุจำเป็น ให้ส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ไปยังที่อยู่ซึ่งปรากฏตามหลักฐานราชการ เมื่อพ้น ๑๕ วันนับแต่วันส่ง ถือว่าผู้ถูกกล่าวหารับทราบคำสั่งแล้ว
๒. ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งให้กรรมการสอบสวนทุกคน และ
(๑) ส่งหลักฐานการรับทราบ หรือถือว่ารับทราบคำสั่งของผู้ถูกกล่าวข้างต้น
(๒) เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาทั้งหมด
ให้ประธานกรรมการสอบสวน โดยประธานกรรมการสอบสวนต้องลงลายมือชื่อ/วันเดือนปีที่รับทราบ ไว้เป็นหลักฐาน (และเพื่อประโยชน์ในการนับระยะวลาการสอบสวนด้วย เพราะเมื่อประธานลงชื่อรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ระยะเวลาการสอบสวน จะเริ่มนับ ๑ ๒ ๓ ...ทันที)
ตัวบท
(การประชุมครั้งแรก)
ข้อ ๕๒ เมื่อได้รับเรื่องตามข้อ ๕๑ (๒) แล้ว ให้ประธานกรรมการดำเนินการประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวนต่อไป
คำอธิบาย
หลังจากประธานกรรมการสอบสวน ได้รับ
๑. สำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
๒. หลักฐานการรับทราบ หรือถือว่ารับทราบคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนของผู้ถูกกล่าวหา
๓. เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา
และลงชื่อ/วันที่ รับทราบคำสั่งแล้ว ประธานกรรมการสอบสวนต้องนัดประชุมครั้งแรก (ควรนัดเป็นหนังสือ) เพื่อวางแนวทางการสอบสวน เช่น
(๑) ตีกรอบการสอบสวนตามคำสั่งในแบบ สว.๑
(๒) กำหนดกลุ่มผู้จะถูกสอบสวนว่า จะสอบผู้ใดบ้าง สอบเมื่อไร ที่ไหน ในฐานะพยานฝ่ายใด
(๓) จะสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาอย่างไร ที่ไหน และเมื่อใด
(๔) จะรวบรวมพยานเอกสาร/พยานหลักฐาน อย่างไร
เป็นต้น
ตัวบท
(องค์ประชุมและการลงมติ)
ข้อ ๕๓ การประชุมคณะกรรมการสอบสวน ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่การประชุมตามข้อ ๖๑ และข้อ ๗๕ ต้องมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่าสามคน และไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด
การประชุมคณะกรรมการสอบสวน ต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุมด้วย แต่ในกรณีจำเป็นประธานกรรมการไม่สามารถเข้าประชุมได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
การลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
คำอธิบาย
การนับองค์ประชุมคณะกรรมการสอบสวน แบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่
๑. องค์ประชุมปกติ
๒. องค์ประชุมพิเศษ
ขยายความ
๑. องค์ประชุมปกติ หมายถึง การประชุมหรือการสอบสวนทั่ว ๆ ไป ทีมีการประชุม หรือมีการสอบสวนทุกครั้ง กรรมการสอบสวนต้องมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่ตั้งไว้ จึงจะถือเป็นองค์ประชุม เช่น มีกรรมการ ๓ คน ต้องเข้าประชุม ๒ คน มีกรรมการ ๕ คน ต้องเข้าประชุม ๓ คน เป็นต้น
๒. องค์ประชุมพิเศษ หมายถึง การประชุมเพื่อแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา (สว.๓) กับการประชุมเพื่อพิจารณาลงมติ (จัดทำ สว.๖) กรรมการสอบสวนต้องเข้าประขุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และไม่น้อยกว่า ๓ คน จึงจะถือเป็นองค์ประขุม เช่น มีกรรมการ ๓ คน ต้องเข้าประขุมทุกคน มีกรรมการ ๗ คน ต้องเข้าประชุม ๔ คน เป็นต้น
หมายเหตุ
กรรมการที่ไม่ประชุม หรือไม่อยู่ในที่สอบสวนไม่สามารถลงชื่อในการประชุมหรือในการสอบสวนครั้งนั้นได้
การประชุมตามปกติเบิกเงินสมนาคุณได้ ครั้งละ ๒๕๐ บาท
การประชุมพิเศษเบิกเงินสมนาคุณได้ ครั้งละ ๓๐๐ บาท
ทั้งนี้ ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่มีการประชุมครั้งแรก และเบิกจากหน่วยงานเจ้าของคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
การประชุมทุกครั้ง ประธานกรรมการต้องร่วมประขุมด้วย หากเข้าประชุมไม่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกันเองทำหน้าที่แทนประธานกรรมการ
เมื่อลงมติให้ถือเสียงข้างมาก หากคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานออกเพิ่มอีก ๑ เสียง เพื่อชี้ขาด
สวัสดี
----------
- มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น