"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๑
๒๔ ก.ค. ๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๑๐
การสอบสวนพิจารณา (ต่อ)
ตัวบท
(องค์ประกอบและคุณสมบัติกรรมการสอบสวน)
ข้อ ๔๙ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้งจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นในสังกัด กรณีมีเหตุผลความจำเป็น หรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนพิจารณา หรือเพื่อความยุติธรรม การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอาจแต่งตั้งจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หรือข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยได้รับความยินยอมจากต้นสังกัดก็ได้ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้งอย่างน้อยจำนวนสามคน ประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งมีตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ตามที่ ก.กลางกำหนด โดยให้กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
คณะกรรมการสอบสวนต้องมีผู้ดำรงตำแหน่งนิติกร หรือได้รับปริญญาทางกฎหมาย หรือได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย หรือมีประสบการณ์ด้านการดำเนินการด้านวินัยอย่างน้อยหนึ่งคน
ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หรือข้าราชการฝ่ายพลเรือน หรือลูกจ้างประจำหรือพนักงานจ้างตามภารกิจที่มีคุณสมบัติตามวรรคสอง ด้วยก็ได้ และให้นำข้อ ๕๔ ข้อ ๕๕ และข้อ ๕๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อความปรากฏแก่ ก.จังหวัดว่าผู้บริหารท้องถิ่นเป็นคู่กรณีกับผู้ถูกกล่าวหา หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร่วมกับผู้ถูกกล่าวหา ให้ ก.จังหวัดตรวจสอบ หากพบว่าเป็นความจริง ให้แจ้งขอความยินยอมจากต้นสังกัดแล้วพิจารณาและมีมติคัดเลือกคณะกรรมการสอบสวนเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งแต่งตั้งตามมติ
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคสี่ สอบสวนแล้วเสร็จ ให้ทำรายงานการสอบสวนเสนอไปยัง ก.จังหวัดพิจารณา เมื่อ ก.จังหวัดพิจารณาแล้วมีมติเป็นประการใด ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ ให้นำความในข้อ ๗๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว แม้ภายหลังประธานกรรมการจะมีตำแหน่งระดับต่ำกว่าหรือเทียบได้ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ก็ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ
คำอธิบาย
หลักในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน จะปรากฏอยู่ในข้อนี้ กล่าวคือ
๑. ต้องพิจารณาข้าราชการส่วนท้องถิ่นในสังกัดเป็นอันดับแรก
๒. หากมีเหตุผลความจำเป็น หรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน หรือเพื่อความยุติธรรม เช่น ใน อปท.นั้น ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเกือบทั้งหมด หรือผู้ที่ไม่ถูกกล่าวหาแต่อาจอยู่ในข่ายเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน หรือไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติควรเป็นกรรมการสอบสวนเลย เป็นต้น อาจขอยืมตัวกรรมการสอบสวนจาก
๑) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสังกัดอื่น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล พนักงานเมืองพัทยา หรือพนักงานส่วนตำบล (ยืมตัวข้ามจังหวัดได้ หากสะดวกมาปฏิบัติการสอบสวน)
๒) ข้าราชการฝ่ายพลเรือนทุกประเภท เช่น ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ หรือครู เป็นต้น ที่ไม่ใช่ข้าราชการทหาร ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากต้นสังกัดของผู้ที่จะขอตัวก่อน ไม่ควรออกคำสั่งก่อนได้รับความยินยอม อาจเป็นประเด็นตามมาภายหลัง
๓. ผู้จะให้การยินยอม ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น หรือนายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้มีหน้าที่หรือได้รับมอบหมายในการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ราชการในหน่วยงานของผู้นั้น เมื่อบุคคลดังกล่าวอนุญาตแล้วเป็นอันใช้ได้ ตามหนังสือสำนักงาน ก.กลาง ที่ มท ๐๘๐๙.๒/ว ๒๐๕ ลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๘
๔. สำหรับตำแหน่งระดับของประธานกรรมการสอบสวน หลักการตามหนังสือสำนักงาน ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท ๐๘๐๙.๖/ ว ๔๑ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ ต้องเป็นดังนี้
- ตำแหน่งระดับสูง นอกจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้ว ยังสามารถแต่งตั้งจากข้าราชการฝ่ายพลเรือน เช่น ข้าราชการพลเรือน ครู และตำรวจ ที่มีตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหาได้
- ตำแหน่งตั้งแต่ระดับกลางลงมา ต้องเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
- ข้าราชการประเภทอื่นร่วมเป็นกรรมการสอบสวนได้ทุกตำแหน่งระดับ
หมายเหตุ
หากขั้นตอนของ ก.กลาง เสร็จเรียบร้อย คาดว่าในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งระดับของประธานกรรมการสอบสวนครั้งใหม่ เพื่อให้การสอบสวนทางวินัยสามารถดำเนินต่อไปได้
๕. แต่งตั้งได้จำนวนอย่างน้อย ๓ คน
๖. คนหนึ่งเป็นประธาน และอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
๗. หนึ่งในคณะกรรมการสอบสวน จะต้องมี
(๑) นิติกร
(๒) จบปริญญาทางกฎหมาย
(๓) ได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย (หลักสูตร ๕ วัน)
(๔) มีประสบการณ์ด้านการดำเนินการทางวินัย
อย่างน้อยหนึ่งคน
๘. หากมีความจำเป็นจะแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการก็ได้ โดยแต่งตั้งจาก
(๑) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น
(๒) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่น
(๓) ข้าราชการฝ่ายพลเรือน (ข้าราชการพลเรือน ครู ตำรวจ เป็นต้น)
(๔) ลูกจ้างประจำ
(๕) พนักงานจ้างตามภารกิจ
ซึ่งเลขานุการจะต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของกรรมการสอบสวน โดยเลขานุการอาจถูกคัดค้าน คัดค้านตัวเอง หรือถูกเปลี่ยนแปลงได้ด้วย
๙. เมื่อความปรากฏแก่ ก.จังหวัดในช่องทางใดก็ตาม ว่า
(๑) ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นคู่กรณีกับผู้ถูกกล่าวหา หรือ
(๒) ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร่วมกับผู้ถูกกล่าวหา
๑๐. ก.จังหวัด ต้องตรวจสอบซึ่งอาจใช้วิธีใดก็ได้เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นคู่กรณีหรือกระทำผิดร่วมกันจริงหรือไม่ (มติ ก.จังหวัดเท่านั้นที่จะชี้ขาดว่าเป็นหรือไม่เป็น) หากพบว่าเป็นความจริง ก.จังหวัดต้องแจ้งขอความยินยอมจากต้นสังกัดของผู้ที่จะคัดเลือก เมื่อได้รับความยินยอมแล้วต้องพิจ่รณาและมีมติคัดเลือกให้เป็นคณะกรรมการสอบสวนแล้วส่งรายชื่อนั้นไปให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งแต่งตั้งตามมติต่อไป
๑๑. การแจ้งขอความยินยอมจากต้นสังกัดดังกล่าว ก.กลาง มิได้กำหนดรูปแบบหรือวิธีการไว้ จึงเป็นดุลพินิจของ ก.จังหวัด ที่จะดำเนินการให้ได้มาซึ่งยินยอมตามที่เห็นสมควร
๑๒. เมื่อกรรมการที่ ก.จังหวัด เลือกชุดนี้สอบสวนแล้วเสร็จให้ผู้บริหารท้องถิ่นตรวจสอบความถูกของสำนวนก่อนเสนอไปยัง ก.จังหวัดเพื่อพิจารณา (แทนผู้บริหารท้องถิ่น)
๑๓. เมื่อ ก.จังหวัดพิจารณาและมีมติเป็นประการใด ผู้บริหารท้องถิ่นต้องออกคำสั่งตามนั้น
๑๔. การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว แม้ภายหลังตำแหน่งระดับของประธานกรรมการจะต่ำกว่าหรือเทียบได้ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ก็ไม่มีผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น ให้สอบสวนต่อไป เช่น ผู้ถูกกล่าวได้เลื่อนระดับสูงขึ้น เป็นต้น
สวัสดี
----------
- มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.
๒๔ ก.ค. ๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๑๐
การสอบสวนพิจารณา (ต่อ)
ตัวบท
(องค์ประกอบและคุณสมบัติกรรมการสอบสวน)
ข้อ ๔๙ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้งจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นในสังกัด กรณีมีเหตุผลความจำเป็น หรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนพิจารณา หรือเพื่อความยุติธรรม การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอาจแต่งตั้งจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หรือข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยได้รับความยินยอมจากต้นสังกัดก็ได้ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้งอย่างน้อยจำนวนสามคน ประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งมีตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ตามที่ ก.กลางกำหนด โดยให้กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
คณะกรรมการสอบสวนต้องมีผู้ดำรงตำแหน่งนิติกร หรือได้รับปริญญาทางกฎหมาย หรือได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย หรือมีประสบการณ์ด้านการดำเนินการด้านวินัยอย่างน้อยหนึ่งคน
ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หรือข้าราชการฝ่ายพลเรือน หรือลูกจ้างประจำหรือพนักงานจ้างตามภารกิจที่มีคุณสมบัติตามวรรคสอง ด้วยก็ได้ และให้นำข้อ ๕๔ ข้อ ๕๕ และข้อ ๕๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อความปรากฏแก่ ก.จังหวัดว่าผู้บริหารท้องถิ่นเป็นคู่กรณีกับผู้ถูกกล่าวหา หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร่วมกับผู้ถูกกล่าวหา ให้ ก.จังหวัดตรวจสอบ หากพบว่าเป็นความจริง ให้แจ้งขอความยินยอมจากต้นสังกัดแล้วพิจารณาและมีมติคัดเลือกคณะกรรมการสอบสวนเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งแต่งตั้งตามมติ
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคสี่ สอบสวนแล้วเสร็จ ให้ทำรายงานการสอบสวนเสนอไปยัง ก.จังหวัดพิจารณา เมื่อ ก.จังหวัดพิจารณาแล้วมีมติเป็นประการใด ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ ให้นำความในข้อ ๗๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว แม้ภายหลังประธานกรรมการจะมีตำแหน่งระดับต่ำกว่าหรือเทียบได้ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ก็ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ
คำอธิบาย
หลักในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน จะปรากฏอยู่ในข้อนี้ กล่าวคือ
๑. ต้องพิจารณาข้าราชการส่วนท้องถิ่นในสังกัดเป็นอันดับแรก
๒. หากมีเหตุผลความจำเป็น หรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน หรือเพื่อความยุติธรรม เช่น ใน อปท.นั้น ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเกือบทั้งหมด หรือผู้ที่ไม่ถูกกล่าวหาแต่อาจอยู่ในข่ายเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน หรือไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติควรเป็นกรรมการสอบสวนเลย เป็นต้น อาจขอยืมตัวกรรมการสอบสวนจาก
๑) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสังกัดอื่น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล พนักงานเมืองพัทยา หรือพนักงานส่วนตำบล (ยืมตัวข้ามจังหวัดได้ หากสะดวกมาปฏิบัติการสอบสวน)
๒) ข้าราชการฝ่ายพลเรือนทุกประเภท เช่น ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ หรือครู เป็นต้น ที่ไม่ใช่ข้าราชการทหาร ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากต้นสังกัดของผู้ที่จะขอตัวก่อน ไม่ควรออกคำสั่งก่อนได้รับความยินยอม อาจเป็นประเด็นตามมาภายหลัง
๓. ผู้จะให้การยินยอม ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น หรือนายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้มีหน้าที่หรือได้รับมอบหมายในการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ราชการในหน่วยงานของผู้นั้น เมื่อบุคคลดังกล่าวอนุญาตแล้วเป็นอันใช้ได้ ตามหนังสือสำนักงาน ก.กลาง ที่ มท ๐๘๐๙.๒/ว ๒๐๕ ลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๘
๔. สำหรับตำแหน่งระดับของประธานกรรมการสอบสวน หลักการตามหนังสือสำนักงาน ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท ๐๘๐๙.๖/ ว ๔๑ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ ต้องเป็นดังนี้
- ตำแหน่งระดับสูง นอกจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้ว ยังสามารถแต่งตั้งจากข้าราชการฝ่ายพลเรือน เช่น ข้าราชการพลเรือน ครู และตำรวจ ที่มีตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหาได้
- ตำแหน่งตั้งแต่ระดับกลางลงมา ต้องเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
- ข้าราชการประเภทอื่นร่วมเป็นกรรมการสอบสวนได้ทุกตำแหน่งระดับ
หมายเหตุ
หากขั้นตอนของ ก.กลาง เสร็จเรียบร้อย คาดว่าในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งระดับของประธานกรรมการสอบสวนครั้งใหม่ เพื่อให้การสอบสวนทางวินัยสามารถดำเนินต่อไปได้
๕. แต่งตั้งได้จำนวนอย่างน้อย ๓ คน
๖. คนหนึ่งเป็นประธาน และอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
๗. หนึ่งในคณะกรรมการสอบสวน จะต้องมี
(๑) นิติกร
(๒) จบปริญญาทางกฎหมาย
(๓) ได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย (หลักสูตร ๕ วัน)
(๔) มีประสบการณ์ด้านการดำเนินการทางวินัย
อย่างน้อยหนึ่งคน
๘. หากมีความจำเป็นจะแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการก็ได้ โดยแต่งตั้งจาก
(๑) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น
(๒) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่น
(๓) ข้าราชการฝ่ายพลเรือน (ข้าราชการพลเรือน ครู ตำรวจ เป็นต้น)
(๔) ลูกจ้างประจำ
(๕) พนักงานจ้างตามภารกิจ
ซึ่งเลขานุการจะต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของกรรมการสอบสวน โดยเลขานุการอาจถูกคัดค้าน คัดค้านตัวเอง หรือถูกเปลี่ยนแปลงได้ด้วย
๙. เมื่อความปรากฏแก่ ก.จังหวัดในช่องทางใดก็ตาม ว่า
(๑) ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นคู่กรณีกับผู้ถูกกล่าวหา หรือ
(๒) ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร่วมกับผู้ถูกกล่าวหา
๑๐. ก.จังหวัด ต้องตรวจสอบซึ่งอาจใช้วิธีใดก็ได้เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นคู่กรณีหรือกระทำผิดร่วมกันจริงหรือไม่ (มติ ก.จังหวัดเท่านั้นที่จะชี้ขาดว่าเป็นหรือไม่เป็น) หากพบว่าเป็นความจริง ก.จังหวัดต้องแจ้งขอความยินยอมจากต้นสังกัดของผู้ที่จะคัดเลือก เมื่อได้รับความยินยอมแล้วต้องพิจ่รณาและมีมติคัดเลือกให้เป็นคณะกรรมการสอบสวนแล้วส่งรายชื่อนั้นไปให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งแต่งตั้งตามมติต่อไป
๑๑. การแจ้งขอความยินยอมจากต้นสังกัดดังกล่าว ก.กลาง มิได้กำหนดรูปแบบหรือวิธีการไว้ จึงเป็นดุลพินิจของ ก.จังหวัด ที่จะดำเนินการให้ได้มาซึ่งยินยอมตามที่เห็นสมควร
๑๒. เมื่อกรรมการที่ ก.จังหวัด เลือกชุดนี้สอบสวนแล้วเสร็จให้ผู้บริหารท้องถิ่นตรวจสอบความถูกของสำนวนก่อนเสนอไปยัง ก.จังหวัดเพื่อพิจารณา (แทนผู้บริหารท้องถิ่น)
๑๓. เมื่อ ก.จังหวัดพิจารณาและมีมติเป็นประการใด ผู้บริหารท้องถิ่นต้องออกคำสั่งตามนั้น
๑๔. การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว แม้ภายหลังตำแหน่งระดับของประธานกรรมการจะต่ำกว่าหรือเทียบได้ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ก็ไม่มีผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น ให้สอบสวนต่อไป เช่น ผู้ถูกกล่าวได้เลื่อนระดับสูงขึ้น เป็นต้น
สวัสดี
----------
- มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น