บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๒๐/๒๕๖๑
๗ ส.ค. ๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๑๐
การสอบสวนพิจารณา (ต่อ)
ตัวบท
(การใช้พยานหลักฐาน)
ข้อ ๕๙ การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ให้กรรมการสอบสวนบันทึกไว้ด้วยว่า ได้มาอย่างไร จากผู้ใด และเมื่อใด
เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจนำต้นฉบับมาได้ จะใช้สำเนาที่กรรมการสอบสวน หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรองว่าเป็นสำเนาถูกต้องก็ได้
ถ้าหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสูญหาย หรือถูกทำลาย หรือโดยเหตุประการอื่น จะให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้
คำอธิบาย
พยานที่ใช้เป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวนทางวินัยจะมีหลายประเภท เช่น พยานเอกสาร วัตถุพยาน หรือพยานบุคคล เป็นต้น
เมื่อจำเป็นต้องนำพยานเอกสาร หรือวัตถุพยานชิ้นใดชิ้นหนึ่งเข้าสู่สำนวนการสอบสวน กรรมการสอบสวนจำต้องระบุแหล่งที่มาของพยานนั้น ๆ ว่า
๑. ได้มาอย่างไร
๒. ได้มาจากผู้ใด
๓. ได้มาเมื่อใด
ด้วยการบันทึกเหตุการณ์การได้มาให้ปรากฏในบันทึกการสอบสวนประจำวัน เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนทางวินัยในเรื่องที่มีการกล่าวหานั้น
พยานเอกสาร ให้ใช้
๑. ต้นฉบับ
๒. หากนำต้นฉบับมาไม่ได้ จะใช้สำเนาที่กรรมการ หรือผู้รับผิดชอบรับรองก็ได้
แต่ถ้าเป็นกรณีต้นฉบับ
๑. สูญหาย หรือ
๒. ถูกทำลาย หรือ
๓. โดยประการอื่น
จะให้นำสำเนา หรือพยานบุคคลมาสืบถึงความมีอยู่จริงของเอกสารนั้นก็ได้ (ต่างจากคดีแพ่งที่จะนำพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานเอกสารไม่ได้ ถ้ากฎหมายกำหนดให้ต้องใช้เอกสารเท่านั้น)
ตัวบท
(การแจ้ง สว.๒)
ข้อ ๖๐ เมื่อได้พิจารณาเรื่องที่กล่าวหาและวางแนวทางการสอบสวนตามข้อ ๕๒ แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร ในการนี้ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งเป็นหนังสือด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาตามข้อ ๖๑
การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้ โดยทำเป็นสองฉบับ เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย
เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และวรรคสองแล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร แล้วบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหลักฐาน
ในกรณีผู้ถูกกล่าวให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณีใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ อย่างไร หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพ รวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้ หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาโดยละเอียด จะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดำเนินการตามข้อ ๗๕ และข้อ ๗๖ ต่อไป
ในกรณีผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วดำเนินการตามข้อ ๖๑ ต่อไป
ในกรณีผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา ถ้าได้ทำบันทึกลงวันที่และสถานที่ที่แจ้งและลงลายมือชื่อผู้แจ้ง พร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบ กรณีไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยตรงได้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่น หรือผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ การแจ้งข้อกล่าวหาในกรณีเช่นนี้ ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒ เป็นสามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับโดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปี ที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แม้จะไม่ได้รับแบบ สว.๒ คืน ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามวรรคห้า
คำอธิบาย
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้มีการประชุมครั้งแรกเพื่อวางแนวทางการสอบสวนเสร็จแล้ว คณะกรรมการสอบสวน ต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
๑. เรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้ง สว.๒ (แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ) ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
(๑) วัน/เดือน/ปี ที่แจ้ง
(๒) คณะกรรมการสอบสวน ตามคำสั่ง...ที่...(ท้าวความเดิม)
(๓) ได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา ให้...(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา) ทราบเท่าที่ปรากฏตามเรื่องกล่าวหา ดังนี้
๑) ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด
๒) ทำเมื่อใด
๓) ทำอย่างไร เป็นต้น
ในชั้นนี้จะยังไม่ใส่ "ฐานความผิดทางวินัย" (๑๘ ฐาน) ไว้ใน สว.๒ เช่นเดียวกับ สว.๑ (คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน)
๒. แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า เขามีสิทธิได้รับแจ้ง สว.๓ เป็นหนังสือ
๓. แจ้งว่า เขาสามารถอ้างหรือนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย
๔. กรรมการต้องร่วมแจ้งและลงลายมือชื่อในบันทึก สว.๒ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
การแจ้ง สว.๒ มี ๓ วิธี คือ
๑. แจ้งโดยตรง
๒. บันทึกเหตุการณ์
๓. แจ้งทางไปรษณีย์
ขยายความ
๑. แจ้งโดยตรง
มีขั้นตอน ดังนี้
(๑) ทำ สว.๒ เป็น ๒ ฉบับ
(๒) มอบให้ผู้ถูกกล่าวหา ๑ ฉบับ
(๓) เก็บไว้ในสำนวน ๑ ฉบับ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน
(๔) ให้คณะกรรมการสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร แล้วบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหลักฐาน
๑) กรณีผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพ ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า
ก. เป็นความผิดวินัยกรณีใด หรือ
ข. หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ หรือ
ค. บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือ
ง. ประพฤติตนไม่เหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
อย่างไร (ข้อ ข.-ง. เป็นกรณีสอบสวนเพื่อให้ออกจากราชการ ที่มิใช่เป็นการสอบสวนทางวินัย)
๒) หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ
ก. ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพ
ข. เหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี)
ค. สาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วย (ใช้แบบ สว.๔)
๓) กรณีรับสารภาพเช่นนี้ คณะกรรมการจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้ (เป็นดุลพินิจของกรรมการ) แล้วประชุมพิจารณาลงมติโดยจัดทำ สว.๖ (รายงานการสอบสวน) เสนอผู้บริหารท้องถิ่นได้เลย โดยไม่ต้องดำเนินการ สว.ต่าง ๆ ที่เหลือ
๔) แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะให้การรับสารภาพแล้ว แต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าควรจะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาโดยละเอียด จะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้
(๕) กรณีผู้ถูกกล่าวไม่รับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเพื่อแจ้ง สว.๓ ต่อไป
๒. บันทึกเหตุการณ์
เป็นกรณีผู้ถูกกล่าวหามาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการสอบสวนแล้ว แต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ สว.๒ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการ ดังนี้
(๑) ทำบันทึกเหตุการณ์ ลงวันที่/เดือน/ปี ที่แจ้ง สถานที่ที่แจ้ง
(๒) ลงลายมือชื่อพยาน (ตั้งแต่ ๑ คน) รู้เห็นการแจ้งนั้น
(๓) ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบ
แล้วเก็บไว้เป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวน
๓. แจ้งทางไปรษณีย์
เป็นกรณีที่มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) ไม่อาจแจ้งผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยตรงได้
(๒) มีเหตุจำเป็นอื่น
(๓) ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบ สว.๒
ให้คณะกรรมการสอบสวน ดำเนินการ ดังนี้
(๑) ส่ง สว.๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา
๑) ณ ที่อยู่ตามหลักฐานของทางราชการ หรือ
๒) สถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งไว้
(๒) มีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา หรือไม่
(๓) กรณีส่งทางไปรษณีย์นี้ให้ทำ สว.๒ เป็น ๓ ฉบับ
๑) เก็บไว้ในสำนวน ๑ ฉบับ
๒) ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา ๒ ฉบับ เพื่อ
ก. ให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้ ๑ ฉบับ
ข. ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ วัน เดือน ปี ที่รับทราบ แล้วส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวน ๑ ฉบับ
(๔) เมื่อล่วงพ้น ๑๕ วันนับแต่วันส่งทางไปรษณีย์ แม้จะไม่ได้รับ สว.๒ คืนก็ตาม ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหารับทราบแล้ว
(๕) ให้คณะกรรมการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเพื่อแจ้ง สว.๓ ต่อไป
สวัสดี
----------
- มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.
๗ ส.ค. ๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๑๐
การสอบสวนพิจารณา (ต่อ)
ตัวบท
(การใช้พยานหลักฐาน)
ข้อ ๕๙ การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ให้กรรมการสอบสวนบันทึกไว้ด้วยว่า ได้มาอย่างไร จากผู้ใด และเมื่อใด
เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจนำต้นฉบับมาได้ จะใช้สำเนาที่กรรมการสอบสวน หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรองว่าเป็นสำเนาถูกต้องก็ได้
ถ้าหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสูญหาย หรือถูกทำลาย หรือโดยเหตุประการอื่น จะให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้
คำอธิบาย
พยานที่ใช้เป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวนทางวินัยจะมีหลายประเภท เช่น พยานเอกสาร วัตถุพยาน หรือพยานบุคคล เป็นต้น
เมื่อจำเป็นต้องนำพยานเอกสาร หรือวัตถุพยานชิ้นใดชิ้นหนึ่งเข้าสู่สำนวนการสอบสวน กรรมการสอบสวนจำต้องระบุแหล่งที่มาของพยานนั้น ๆ ว่า
๑. ได้มาอย่างไร
๒. ได้มาจากผู้ใด
๓. ได้มาเมื่อใด
ด้วยการบันทึกเหตุการณ์การได้มาให้ปรากฏในบันทึกการสอบสวนประจำวัน เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนทางวินัยในเรื่องที่มีการกล่าวหานั้น
พยานเอกสาร ให้ใช้
๑. ต้นฉบับ
๒. หากนำต้นฉบับมาไม่ได้ จะใช้สำเนาที่กรรมการ หรือผู้รับผิดชอบรับรองก็ได้
แต่ถ้าเป็นกรณีต้นฉบับ
๑. สูญหาย หรือ
๒. ถูกทำลาย หรือ
๓. โดยประการอื่น
จะให้นำสำเนา หรือพยานบุคคลมาสืบถึงความมีอยู่จริงของเอกสารนั้นก็ได้ (ต่างจากคดีแพ่งที่จะนำพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานเอกสารไม่ได้ ถ้ากฎหมายกำหนดให้ต้องใช้เอกสารเท่านั้น)
ตัวบท
(การแจ้ง สว.๒)
ข้อ ๖๐ เมื่อได้พิจารณาเรื่องที่กล่าวหาและวางแนวทางการสอบสวนตามข้อ ๕๒ แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร ในการนี้ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งเป็นหนังสือด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาตามข้อ ๖๑
การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒ ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้ โดยทำเป็นสองฉบับ เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย
เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และวรรคสองแล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร แล้วบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหลักฐาน
ในกรณีผู้ถูกกล่าวให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณีใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ อย่างไร หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพ รวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้ หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาโดยละเอียด จะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดำเนินการตามข้อ ๗๕ และข้อ ๗๖ ต่อไป
ในกรณีผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วดำเนินการตามข้อ ๖๑ ต่อไป
ในกรณีผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา ถ้าได้ทำบันทึกลงวันที่และสถานที่ที่แจ้งและลงลายมือชื่อผู้แจ้ง พร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบ กรณีไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยตรงได้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่น หรือผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ การแจ้งข้อกล่าวหาในกรณีเช่นนี้ ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒ เป็นสามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับโดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปี ที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แม้จะไม่ได้รับแบบ สว.๒ คืน ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามวรรคห้า
คำอธิบาย
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้มีการประชุมครั้งแรกเพื่อวางแนวทางการสอบสวนเสร็จแล้ว คณะกรรมการสอบสวน ต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
๑. เรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้ง สว.๒ (แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ) ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
(๑) วัน/เดือน/ปี ที่แจ้ง
(๒) คณะกรรมการสอบสวน ตามคำสั่ง...ที่...(ท้าวความเดิม)
(๓) ได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา ให้...(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา) ทราบเท่าที่ปรากฏตามเรื่องกล่าวหา ดังนี้
๑) ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด
๒) ทำเมื่อใด
๓) ทำอย่างไร เป็นต้น
ในชั้นนี้จะยังไม่ใส่ "ฐานความผิดทางวินัย" (๑๘ ฐาน) ไว้ใน สว.๒ เช่นเดียวกับ สว.๑ (คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน)
๒. แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า เขามีสิทธิได้รับแจ้ง สว.๓ เป็นหนังสือ
๓. แจ้งว่า เขาสามารถอ้างหรือนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย
๔. กรรมการต้องร่วมแจ้งและลงลายมือชื่อในบันทึก สว.๒ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
การแจ้ง สว.๒ มี ๓ วิธี คือ
๑. แจ้งโดยตรง
๒. บันทึกเหตุการณ์
๓. แจ้งทางไปรษณีย์
ขยายความ
๑. แจ้งโดยตรง
มีขั้นตอน ดังนี้
(๑) ทำ สว.๒ เป็น ๒ ฉบับ
(๒) มอบให้ผู้ถูกกล่าวหา ๑ ฉบับ
(๓) เก็บไว้ในสำนวน ๑ ฉบับ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน
(๔) ให้คณะกรรมการสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร แล้วบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหลักฐาน
๑) กรณีผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพ ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า
ก. เป็นความผิดวินัยกรณีใด หรือ
ข. หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ หรือ
ค. บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือ
ง. ประพฤติตนไม่เหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
อย่างไร (ข้อ ข.-ง. เป็นกรณีสอบสวนเพื่อให้ออกจากราชการ ที่มิใช่เป็นการสอบสวนทางวินัย)
๒) หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ
ก. ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพ
ข. เหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี)
ค. สาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วย (ใช้แบบ สว.๔)
๓) กรณีรับสารภาพเช่นนี้ คณะกรรมการจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้ (เป็นดุลพินิจของกรรมการ) แล้วประชุมพิจารณาลงมติโดยจัดทำ สว.๖ (รายงานการสอบสวน) เสนอผู้บริหารท้องถิ่นได้เลย โดยไม่ต้องดำเนินการ สว.ต่าง ๆ ที่เหลือ
๔) แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะให้การรับสารภาพแล้ว แต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าควรจะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาโดยละเอียด จะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้
(๕) กรณีผู้ถูกกล่าวไม่รับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเพื่อแจ้ง สว.๓ ต่อไป
๒. บันทึกเหตุการณ์
เป็นกรณีผู้ถูกกล่าวหามาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการสอบสวนแล้ว แต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ สว.๒ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการ ดังนี้
(๑) ทำบันทึกเหตุการณ์ ลงวันที่/เดือน/ปี ที่แจ้ง สถานที่ที่แจ้ง
(๒) ลงลายมือชื่อพยาน (ตั้งแต่ ๑ คน) รู้เห็นการแจ้งนั้น
(๓) ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบ
แล้วเก็บไว้เป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวน
๓. แจ้งทางไปรษณีย์
เป็นกรณีที่มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) ไม่อาจแจ้งผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยตรงได้
(๒) มีเหตุจำเป็นอื่น
(๓) ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบ สว.๒
ให้คณะกรรมการสอบสวน ดำเนินการ ดังนี้
(๑) ส่ง สว.๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา
๑) ณ ที่อยู่ตามหลักฐานของทางราชการ หรือ
๒) สถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งไว้
(๒) มีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา หรือไม่
(๓) กรณีส่งทางไปรษณีย์นี้ให้ทำ สว.๒ เป็น ๓ ฉบับ
๑) เก็บไว้ในสำนวน ๑ ฉบับ
๒) ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา ๒ ฉบับ เพื่อ
ก. ให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้ ๑ ฉบับ
ข. ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ วัน เดือน ปี ที่รับทราบ แล้วส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวน ๑ ฉบับ
(๔) เมื่อล่วงพ้น ๑๕ วันนับแต่วันส่งทางไปรษณีย์ แม้จะไม่ได้รับ สว.๒ คืนก็ตาม ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหารับทราบแล้ว
(๕) ให้คณะกรรมการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเพื่อแจ้ง สว.๓ ต่อไป
สวัสดี
----------
- มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น