"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๕/๒๕๖๑
๕ มิ.ย.๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๕
วินัยและการรักษาวินัย*
วินัยและการรักษาวินัยของข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีทั้งสิ้น ๑๘ ฐานความผิด ตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘
การอธิบายในบทเรียน จะใช้มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย การให้ออกจากราชการ สิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๕๘ ของ ก.กลาง ซึ่งตรงกับ "หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.(๒๕๕๘/๒๕๕๙) แต่ละประเภทของแต่ละจังหวัด
ฐานความผิดทางวินัยของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ในฐานที่ ๑-๑๗ จะมีองค์ประกอบความผิด (คล้ายกฎหมายอาญา) พฤติกรรมแห่งการกระทำต้องครบองค์ประกอบความผิดของแต่ละฐาน จึงจะถือว่า "ผิดวินัยฐานนั้น ๆ" ได้ ส่วนฐานที่ ๑๘ " ฐานประพฤติชั่ว" จะมีเพียงแนวทางการพิจารณาว่า ทำอย่างไรชั่ว แค่ไหนร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง
หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย แต่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานใดเลย อาจลงโทษทางวืนัย "ฐานประพฤติชั่ว" ได้
ในข้อ ๔ ของมาตรฐานทั่วไปนี้ ให้ใช้กับข้าราชการครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย (รวมถึงลูกจ้าง/พนักงานจ้าง ตามข้อ ๔๘ วรรคหนึ่ง ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับพนักงานจ้าง ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๗)
ดังนั้น คำว่า "ข้าราชการส่วนท้องถิ่น" ในบทเรียนนับจากนี้ ให้หมายถึง ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล พนักงานเมืองพัทยา พนักงานส่วนตำบล ข้าราชการหรือพนักงานครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงานจ้าง ลูกจ้าง (ยกเว้นสังกัด กทม.) (เมื่อพูดถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยรวม กฎหมายจะใช้คำว่า ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น)
ข้อสังเกต วินัยของข้าราชการส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน (๑ มกราคม ๒๕๕๙) มีทั้งสิ้น ๑๘ ฐานความผิดดังกล่าว ตามปกติในแต่ละข้อจะมีเพียงหนึ่งวรรค ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่หากมีวรรคสอง จะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (ยกเว้นข้อ ๗ วรรคสอง เพียงข้อเดียวที่เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง)
ต่อไปนี้เป็น วินัยรายฐานความผิด ซึ่งอยู่ในหมวด ๒ ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย โดยจะแบ่งอธิบายเป็น ๓ ประเด็น คือ
๑. ตัวบท
๒. องค์ประกอบ**
๓. อธิบาย/ตัวอย่าง
ตัวบท
ข้อ ๕ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องรักษาวินัยตามที่กำหนดเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติไว้ในหมวดนี้ โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ
การเป็นข้าราชการต้องปฏิบัติตนตามกฎกติกาของทางราชการทุกประการอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา เพราะ "งานราชการ" มิใช่ "งานเอกชน" ย่อมมีกฎระเบียบให้ถือเสมอเหมือนกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการ จนกว่าจะพ้นจากราชการไป บางข้อใช้กำกับในขณะปฏิบัติหน้าที่ บางข้อใช้ในเวลาราชการ แต่บางข้อใช้สม่ำเสมอทุกช่วงของชีวิตราชการ จะทำราชการตามอำเภอใจหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อตัดสินใจเข้ารับราชการแล้ว จึงจำต้องรักษาและปฏิบัติตามกฎกติกาเหล่านั้นให้จงดี เพื่อความก้าวหน้าในราชการ เพื่อความผาสุกของประชาชน และเพื่อความพัฒาถาวรของประเทศชาติเป็นลำดับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ฐานที่ ๑
ต้องสนับสนุนประชาธิปไตย
ตัวบท
ข้อ ๖ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ
องค์ประกอบ
๑. เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย
๒. มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข
๓. ต้องสนับสนุนการปกครองระบอบนี้ ด้วยใจอันบริสุทธิ์
อธิบาย
๑. เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ระบอบ (regime) การปกครองในสังคมโลกมีมากมายหลายระบอบ เช่น ระบอบคอมมิวนิสต์ (Communism) ระบอบสังคมนิยม (Socialism) ระบอบเผด็จการ (Totalitarianism) หรือระบอบประชาธิปไตย (Democracy) เป็นต้น แต่ละระบอบยังแยกย่อยออกหลายแขนง เช่น ระบอบประชาธิปไตย มีทั้งระบบรัฐสภา (Palaimentary Damocracy) ระบบประธานาธิบดี (Presidential system) หรือระบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi-presidential system)
๒. มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข
สำหรับประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา (Palaimentary Democracy) ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แม้จะมีการทำรัฐประหารเป็นระยะ แต่ยังถือว่าอยู่ในระบอบประชาธิไตยเช่นเดิม
๓. ข้าราชการทุกคนต้องสนับสนุนการปกครองนี้ด้วยใจบริสุทธิ์
กล่าวคือ มีความจริงใจ มีใจใสสะอาด หรือไม่มีเจตนาอื่นเคลือบแฝง โดยจะสนับสนุนระบอบการปกครองอื่น เช่น ระบอบคอมมิวนิสต์ หรือระบอบสังคมนิยมมิได้ เป็นต้น สังเกตได้ว่า กรณีดังกล่าวยังจัดเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นในการเข้ารับราชการด้วย
การสนับสนุน ได้แก่ การส่งเสริม เสริมสร้าง หรือไม่คัดค้าน การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คือ การกระทำในทางคัดค้าน ต่อต้าน หรือเป็นปรปักษ์
"การสนับสนุน" แสดงออกมาได้ทั้งทางกายและทางวาจา
"ทางกาย" ได้แก่ การทำหน้าที่และการใช้สิทธิต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ
"ทางวาจา" ได้แก่ การพูดสนับสนุน ชี้แจง และโน้มน้าว
วินัยฐานนี้ แยกเป็น ๒ ช่วง คือ ก่อนและหลังรับราชการ
๑. ถ้าเป็นกรณีไม่สนับสนุนก่อนรับราชการ แต่ความเพิ่งปรากฏ ต้องสั่งให้ออกจากราชการเพราะขาดคุณสมบัติ
๒. แต่หากเป็นกรณีภายหลังรับราชการ ต้องดำเนินการทางวินัยฐานนี้ หรือจะสั่งให้ออกจากราชการเพราะไม่เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามข้อ ๖ (๔) ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ หรือไม่ประการใด จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป
ฐานที่ ๒
ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
ตัวบท
ข้อ ๗ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม
ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
องค์ประกอบ
วรรคหนึ่ง
๑. มีหน้าที่ราชการ
๒. ปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม
อธิบาย
๑. คำว่า
(๑) "ราชการ" หมายถึง งานของประเทศ หรือของพระราชา
(๒) "หน้าที่ราชการ" หมายถึง หน้าที่ราชการโดยตรงเท่านั้น เว้นแต่กรณีหน้าที่อื่นที่ไปปฏิบัตินั้นมีการกำหนดให้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ไว้โดยชัดแจ้ง
การ "ปฏิบัติหน้าที่ราชการ" พิจารณาได้จาก
(๑) กฎหมาย กฎ ระเบียบกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
(๒) มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง
(๓) คำสั่งของผู้บังคับบัญชา
(๔) พฤตินัย ที่สมัครใจเข้าผูกพัน
๒. คำว่า
(๑) "ซื่อสัตย์" คือ ปฏิบัติตรงไปตรงมา ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง
(๒) "สุจริต" คือ ปฏิบัติชอบตามทำนองคลองธรรม
(๓) "เที่ยงธรรม" คือ ปฏิบัติโดยไม่ลำเอียง
ตัวอย่าง
ช่างโยธารับเบี้ยเลี้ยงแทนเพื่อนแล้วไม่นำไปให้เพื่อนทันที แต่กลับนำไปซื้อวัสดุซ่อมแซมห้องน้ำก่อน แต่ได้คืนเงินให้เพื่อนล่าช้า ลงโทษลดขั้นเงินเดือน ๑ ขั้น
องค์ประกอบ
วรรคสอง
๑. มีหน้าที่ราชการ
๒. อาศัยเองหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยหน้าที่ราชการนั้น โดยทางตรงหรือทางอ้อม
๓. หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
อธิบาย
คำว่า
"ผู้อื่น" คือ ใครก็ได้ นอกจากตนเองและราชการ
"ประโยชน์" คือ สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ อาจเป็นทรัพย์สิน เงินทอง หรือบริการ เป็นต้น ก็ได้
ตัวอย่าง
เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ควบคุมสมุดลงเวลามาปฏิบัติหน้าที่ราชการ ละทิ้งหน้าที่ราชการ ๑ วัน เมื่อกลับมาลงชื่อในสมุดว่า "ขออนุญาตไปจังหวัด" ทั้งที่มิได้ขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด ลงโทษภาคทัณฑ์
องค์ประกอบ
วรรคสาม
๑. มีหน้าที่ราชการ
๒. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยมิชอบ
๓. เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
๔. มีเจตนาทุจริต (เจตนาพิเศษ)
อธิบาย
คำว่า
"เจตนา" คือ รู้สำนึกในการกระทำ
"ปฏิบัติ"คือ ได้กระทำลงไปแล้ว
"ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" คือ มีหน้าที่ราชการ แต่ไม่ปฏิบัติหรืองดเว้นปฏิบัติหน้าที่นั้นเสีย
"มิชอบ" คือ ไม่ปฏิบัติตามกฎกมาย กฎ ระเบียบแบบธรรมเนียมของราชการ มติ ครม. คำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือทำนองคลองธรรม
สำหรับถ้อยคำอื่นที่เหมือนกันในข้อนี้ จะมีความหมายนัยเดียวกัน
ตัวอย่าง
ผู้อำนวยการกอง ทำบันทึกเสนอนายกฯ ขอจัดซื้อวัสดุ จำนวน ๕,๐๐๐ บาท เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ทำใบตรวจรับเท็จ แล้วนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ลงโทษไล่ออกจากราชการ
สวัสดี
----------
* ประกาศ ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๘.
**เจสดา มิลินทางกูร, คู่มือปฏิบัติงานบุคคลว่าด้วยวินัยข้าราชการและพนักงานเทศบาล, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์และทำปกเจริญผล, ๒๕๒๔), หน้า ๒๙๖.
๕ มิ.ย.๒๕๖๑
โดย..
ประวิทย์ เปรื่องการ
บทที่ ๕
วินัยและการรักษาวินัย*
วินัยและการรักษาวินัยของข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีทั้งสิ้น ๑๘ ฐานความผิด ตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘
การอธิบายในบทเรียน จะใช้มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย การให้ออกจากราชการ สิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๕๘ ของ ก.กลาง ซึ่งตรงกับ "หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.(๒๕๕๘/๒๕๕๙) แต่ละประเภทของแต่ละจังหวัด
ฐานความผิดทางวินัยของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ในฐานที่ ๑-๑๗ จะมีองค์ประกอบความผิด (คล้ายกฎหมายอาญา) พฤติกรรมแห่งการกระทำต้องครบองค์ประกอบความผิดของแต่ละฐาน จึงจะถือว่า "ผิดวินัยฐานนั้น ๆ" ได้ ส่วนฐานที่ ๑๘ " ฐานประพฤติชั่ว" จะมีเพียงแนวทางการพิจารณาว่า ทำอย่างไรชั่ว แค่ไหนร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง
หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย แต่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานใดเลย อาจลงโทษทางวืนัย "ฐานประพฤติชั่ว" ได้
ในข้อ ๔ ของมาตรฐานทั่วไปนี้ ให้ใช้กับข้าราชการครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย (รวมถึงลูกจ้าง/พนักงานจ้าง ตามข้อ ๔๘ วรรคหนึ่ง ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับพนักงานจ้าง ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๗)
ดังนั้น คำว่า "ข้าราชการส่วนท้องถิ่น" ในบทเรียนนับจากนี้ ให้หมายถึง ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล พนักงานเมืองพัทยา พนักงานส่วนตำบล ข้าราชการหรือพนักงานครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงานจ้าง ลูกจ้าง (ยกเว้นสังกัด กทม.) (เมื่อพูดถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยรวม กฎหมายจะใช้คำว่า ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น)
ข้อสังเกต วินัยของข้าราชการส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน (๑ มกราคม ๒๕๕๙) มีทั้งสิ้น ๑๘ ฐานความผิดดังกล่าว ตามปกติในแต่ละข้อจะมีเพียงหนึ่งวรรค ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่หากมีวรรคสอง จะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (ยกเว้นข้อ ๗ วรรคสอง เพียงข้อเดียวที่เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง)
ต่อไปนี้เป็น วินัยรายฐานความผิด ซึ่งอยู่ในหมวด ๒ ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย โดยจะแบ่งอธิบายเป็น ๓ ประเด็น คือ
๑. ตัวบท
๒. องค์ประกอบ**
๓. อธิบาย/ตัวอย่าง
ตัวบท
ข้อ ๕ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องรักษาวินัยตามที่กำหนดเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติไว้ในหมวดนี้ โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ
การเป็นข้าราชการต้องปฏิบัติตนตามกฎกติกาของทางราชการทุกประการอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา เพราะ "งานราชการ" มิใช่ "งานเอกชน" ย่อมมีกฎระเบียบให้ถือเสมอเหมือนกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการ จนกว่าจะพ้นจากราชการไป บางข้อใช้กำกับในขณะปฏิบัติหน้าที่ บางข้อใช้ในเวลาราชการ แต่บางข้อใช้สม่ำเสมอทุกช่วงของชีวิตราชการ จะทำราชการตามอำเภอใจหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อตัดสินใจเข้ารับราชการแล้ว จึงจำต้องรักษาและปฏิบัติตามกฎกติกาเหล่านั้นให้จงดี เพื่อความก้าวหน้าในราชการ เพื่อความผาสุกของประชาชน และเพื่อความพัฒาถาวรของประเทศชาติเป็นลำดับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ฐานที่ ๑
ต้องสนับสนุนประชาธิปไตย
ตัวบท
ข้อ ๖ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ
องค์ประกอบ
๑. เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย
๒. มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข
๓. ต้องสนับสนุนการปกครองระบอบนี้ ด้วยใจอันบริสุทธิ์
อธิบาย
๑. เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ระบอบ (regime) การปกครองในสังคมโลกมีมากมายหลายระบอบ เช่น ระบอบคอมมิวนิสต์ (Communism) ระบอบสังคมนิยม (Socialism) ระบอบเผด็จการ (Totalitarianism) หรือระบอบประชาธิปไตย (Democracy) เป็นต้น แต่ละระบอบยังแยกย่อยออกหลายแขนง เช่น ระบอบประชาธิปไตย มีทั้งระบบรัฐสภา (Palaimentary Damocracy) ระบบประธานาธิบดี (Presidential system) หรือระบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi-presidential system)
๒. มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข
สำหรับประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา (Palaimentary Democracy) ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แม้จะมีการทำรัฐประหารเป็นระยะ แต่ยังถือว่าอยู่ในระบอบประชาธิไตยเช่นเดิม
๓. ข้าราชการทุกคนต้องสนับสนุนการปกครองนี้ด้วยใจบริสุทธิ์
กล่าวคือ มีความจริงใจ มีใจใสสะอาด หรือไม่มีเจตนาอื่นเคลือบแฝง โดยจะสนับสนุนระบอบการปกครองอื่น เช่น ระบอบคอมมิวนิสต์ หรือระบอบสังคมนิยมมิได้ เป็นต้น สังเกตได้ว่า กรณีดังกล่าวยังจัดเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นในการเข้ารับราชการด้วย
การสนับสนุน ได้แก่ การส่งเสริม เสริมสร้าง หรือไม่คัดค้าน การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คือ การกระทำในทางคัดค้าน ต่อต้าน หรือเป็นปรปักษ์
"การสนับสนุน" แสดงออกมาได้ทั้งทางกายและทางวาจา
"ทางกาย" ได้แก่ การทำหน้าที่และการใช้สิทธิต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ
"ทางวาจา" ได้แก่ การพูดสนับสนุน ชี้แจง และโน้มน้าว
วินัยฐานนี้ แยกเป็น ๒ ช่วง คือ ก่อนและหลังรับราชการ
๑. ถ้าเป็นกรณีไม่สนับสนุนก่อนรับราชการ แต่ความเพิ่งปรากฏ ต้องสั่งให้ออกจากราชการเพราะขาดคุณสมบัติ
๒. แต่หากเป็นกรณีภายหลังรับราชการ ต้องดำเนินการทางวินัยฐานนี้ หรือจะสั่งให้ออกจากราชการเพราะไม่เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามข้อ ๖ (๔) ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ หรือไม่ประการใด จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป
ฐานที่ ๒
ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
ตัวบท
ข้อ ๗ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม
ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
องค์ประกอบ
วรรคหนึ่ง
๑. มีหน้าที่ราชการ
๒. ปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม
อธิบาย
๑. คำว่า
(๑) "ราชการ" หมายถึง งานของประเทศ หรือของพระราชา
(๒) "หน้าที่ราชการ" หมายถึง หน้าที่ราชการโดยตรงเท่านั้น เว้นแต่กรณีหน้าที่อื่นที่ไปปฏิบัตินั้นมีการกำหนดให้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ไว้โดยชัดแจ้ง
การ "ปฏิบัติหน้าที่ราชการ" พิจารณาได้จาก
(๑) กฎหมาย กฎ ระเบียบกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
(๒) มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง
(๓) คำสั่งของผู้บังคับบัญชา
(๔) พฤตินัย ที่สมัครใจเข้าผูกพัน
๒. คำว่า
(๑) "ซื่อสัตย์" คือ ปฏิบัติตรงไปตรงมา ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง
(๒) "สุจริต" คือ ปฏิบัติชอบตามทำนองคลองธรรม
(๓) "เที่ยงธรรม" คือ ปฏิบัติโดยไม่ลำเอียง
ตัวอย่าง
ช่างโยธารับเบี้ยเลี้ยงแทนเพื่อนแล้วไม่นำไปให้เพื่อนทันที แต่กลับนำไปซื้อวัสดุซ่อมแซมห้องน้ำก่อน แต่ได้คืนเงินให้เพื่อนล่าช้า ลงโทษลดขั้นเงินเดือน ๑ ขั้น
องค์ประกอบ
วรรคสอง
๑. มีหน้าที่ราชการ
๒. อาศัยเองหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยหน้าที่ราชการนั้น โดยทางตรงหรือทางอ้อม
๓. หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
อธิบาย
คำว่า
"ผู้อื่น" คือ ใครก็ได้ นอกจากตนเองและราชการ
"ประโยชน์" คือ สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ อาจเป็นทรัพย์สิน เงินทอง หรือบริการ เป็นต้น ก็ได้
ตัวอย่าง
เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ควบคุมสมุดลงเวลามาปฏิบัติหน้าที่ราชการ ละทิ้งหน้าที่ราชการ ๑ วัน เมื่อกลับมาลงชื่อในสมุดว่า "ขออนุญาตไปจังหวัด" ทั้งที่มิได้ขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด ลงโทษภาคทัณฑ์
องค์ประกอบ
วรรคสาม
๑. มีหน้าที่ราชการ
๒. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยมิชอบ
๓. เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
๔. มีเจตนาทุจริต (เจตนาพิเศษ)
อธิบาย
คำว่า
"เจตนา" คือ รู้สำนึกในการกระทำ
"ปฏิบัติ"คือ ได้กระทำลงไปแล้ว
"ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" คือ มีหน้าที่ราชการ แต่ไม่ปฏิบัติหรืองดเว้นปฏิบัติหน้าที่นั้นเสีย
"มิชอบ" คือ ไม่ปฏิบัติตามกฎกมาย กฎ ระเบียบแบบธรรมเนียมของราชการ มติ ครม. คำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือทำนองคลองธรรม
สำหรับถ้อยคำอื่นที่เหมือนกันในข้อนี้ จะมีความหมายนัยเดียวกัน
ตัวอย่าง
ผู้อำนวยการกอง ทำบันทึกเสนอนายกฯ ขอจัดซื้อวัสดุ จำนวน ๕,๐๐๐ บาท เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ทำใบตรวจรับเท็จ แล้วนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ลงโทษไล่ออกจากราชการ
สวัสดี
----------
* ประกาศ ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๘.
**เจสดา มิลินทางกูร, คู่มือปฏิบัติงานบุคคลว่าด้วยวินัยข้าราชการและพนักงานเทศบาล, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์และทำปกเจริญผล, ๒๕๒๔), หน้า ๒๙๖.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น