วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๒๕/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๒๕/๒๕๖๑
                                    ๒๓ ส.ค. ๒๕๖๑

                                               โดย..
                                    ประวิทย์ เปรื่องการ



                                 บทที่ ๑๐
                  การสอบสวนพิจารณา (ต่อ)
       
       
          คำอธิบาย
          หลังจากคณะกรรมการสอบสวนได้ประชุมพิจารณาลงมติแล้ว ต้อง
          ๑. ทำรายงานการสอบสวน (สว.๖)
          ๒. เสนอผู้บริหารท้องถิ่น
          ๓. กรรมการสอบสวนผู้ใดเห็นแย้ง ให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับ สว.๖ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ สว.๖ ด้วย
          ๔. เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำ
               (๑) รายงานการสอบสวน (สว.๖)
               (๒) สำนวนการสอบสวน
               (๓) สารบาญ
          เสนอผู้บริหารท้องถิ่นแล้ว ให้ถือว่าการสอบสวนแล้วเสร็จ
          ๕. การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องใดแล้ว จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องนั้นอีกมิได้ (กฎเดิมใช้คำว่า "เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว จะยกเลิกมิได้" ซึ่งมีความหมายคล้ายกัน ได้แก่ แต่งตั้งถูกคน และถูกเรื่อง ซึ่งเป็นข้อกำหนดห้ามผู้บริหารท้องถิ่น ยกเลิก แม้แนวทางของ ก.พ.ก็เช่นเดียวกัน) เว้นแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อสอบเพิ่มเติม แต่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมทำการสอบสวนไม่ได้ หรือผู้บริหารท้องถิ่นเห็นความจำเป็น
          ๖. รายงานการสอบสวน (สว.๖) อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้
               (๑) สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอะไรบ้าง โดยแบ่งกลุ่มออกเป็นฝ่าย ได้แก่
                     ๑) ฝ่ายกล่าวหา
                     ๒) ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา
                     ๓) ฝ่ายเป็นกลาง เช่น ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชำนาญการพิเศษ เป็นต้น
               กรณีตัดหรืองดพยาน ต้องรายงานเหตุนั้นให้ปรากฏใน สว.๖ ด้วย
               กรณีผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพ ให้บันทึกเหุผลไว้ด้วย
               (๒) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐาน ด้วยการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือระหว่าง
                      ๑) พยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา รวมถึงพยานเป็นกลางที่สนับสนุนข้อกล่าวหา
                      ๒) พยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา รวมถึงพยานเป็นกลางที่หักล้างข้อกล่าวหาด้วย
               เชื่อพยานหลักฐานของฝ่ายใด เพราะเหตุใด
               (๓) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนว่า ผู้ถูกกล่าวหา
                     ๑) กระทำผิดวินัยหรือไม่
                          ก. ถ้าผิด เป็นความผิดทางวินัยกรณีใด
                          ข. ตามข้อใด (ฐานความผิดใด ไม่ร้ายแรงหรือร้ายแรง)
                          ค. ควรได้รับโทษสถานใด
               (กรณีเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำความผิดทางวินัยตามข้อกล่าวหา เห็นควรยุติเรื่อง เพราะเหตุใด ให้ลงความเห็นไว้ด้วย)
               (๒) หย่อนความสามารถ
               (๓) บกพร่อง หรือ
               (๔) ประพฤติตนไม่เหมาะสม
               หรือไม่ อย่างไร (ใน (๒)-(๔) ถ้าผู้บริหารท้องถิ่นเห็นด้วย ต้องออกคำสั่งแต่งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นใหม่อีก ๑ คำสั่ง)
               (๕) มีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
                     ๑) แต่การสอบสวนยังฟังไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดหรือไล่ออกจากราชการ
                    ๒) ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
                    หรือไม่ อย่างไร


          ตัวบท
          (ผู้บริหารท้องถิ่นตรวจและสั่งสำนวน)
          ข้อ ๗๗ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอสำนวนการสอบสวนมาแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสอบสวนตามข้อ ๗๙ ข้อ ๘๐ ข้อ ๘๑ และข้อ ๘๒ แล้วดำเนินการดังต่อไปนี้
          (๑) ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิด หรือไม่มีเหตุที่จะให้ออกจากราชการตามข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ สมควรยุติเรื่อง หรือกระทำผิดที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาและสั่งการภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับสำนวนการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวน
          (๒) ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ และไม่ว่าผู้บริหารท้องถิ่นจะเห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนหรือไม่ก็ตาม ผู้บริหารท้องถิ่นต้องส่งเรื่องให้ ก.จังหวัดเพื่อพิจารณาตามข้อ ๘๕ ของมาตรฐานทั่วไปนี้ หรือตามข้อ ๗ หรือข้อ ๘ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ ภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับสำนวนการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวน
          การพิจารณาดำเนินการของผู้บริหารท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง ต้องแสดงความเห็นเป็นหนังสือ กรณีเห็นแย้งให้อ้างเหตุผลประกอบด้วย

          อธิบาย
          เมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอสำนวนการสอบสวนมาแล้ว ให้ถือว่าการสอบสวนแล้วเสร็จ ต่อจากนั้นผู้บริหารท้องถิ่นต้องตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนของสำนวน ดังต่อไปนี้
          ๑. ตรวจสอบตามข้อ ๗๙ เกี่ยวกับองค์ประกอบและคุณสมบัติของคณะกรรมการสอบสวน ดังนี้
               (๑) ประธานกรรมการสอบสวนมีตำแหน่งระดับไม่ตำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา หรือไม่ (ตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป ให้เป็นตามหนังสือสำนักงาน ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท ๐๘๐๙.๕/ว ๒๐ ลงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๑ สาระสำคัญคือ ข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นประธานกรรมการสอบสวนทางวินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ทุกตำแหน่งระดับ)
               (๒) คณะกรรมการสอบสวน มีครบถ้วน (อย่างน้อย ๓ คน) หรือไม่
               (๓) ในจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด มี
                      ๑) ผู้เป็นนิติกร
                      ๒) ผู้จบปริญญาทางกฎหมาย
                      ๓) ผู้ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย (หลักสูตร ๕ วัน) หรือ
                      ๔) ผู้มีประสบการณ์ด้านการดำเนินการทางวินัย (๑ สำนวนขึ้นไป)
               อย่างน้อย ๑ คน หรือไม่
              (๔) กรณีขอยืมตัวกรรมการสอบสวนจากต่างสังกัด มีหนังสือยินยอมหรือไม่ (ยินยอมก่อนหรือหลังวันออกคำสั่งแต่งตั้ง)
          ประเด็นตามข้อนี้ หากไม่ถูกต้อง ครบถ้วน จะทำให้การสอบสวนทั้งหมดเสียไป ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นต้องออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (วินัยอย่างร้ายแรง) ใหม่ ให้ถูกต้อง
          ๒. ตรวจสอบตามข้อ ๘๐ ว่า การสอบสวนตอนใดซึ่งทำไม่ถูกต้อง ทำให้เสียไปเฉพาะส่วน ในกรณีดังนี้
               (๑) องค์ประชุมไม่ครบ
               (๒) การสอบปากคำไม่ถูกต้อง ในเรื่องต่อไปนี้
                     ๑) มีบุคคลอื่นร่วมสอบสวน
                     ๒) มีการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือทำการจูงใจให้ให้ถ้อยคำ
                     ๓) มีบุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน
          รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานต่างท้องที่ ในรูปของ "คณะทำการสอบสวน" ให้นำไปใช้ด้วย 
          กรณีตามข้อนี้ ผู้บริหารท้องถิ่นต้องสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว
          ๓. คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้แจ้ง สว.๓ หรือไม่ได้นัดหมายให้ผู้ถูกกล่าวหมาให้ถ้อยคำ
          ผู้บริหารท้องถิ่นต้องสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว พร้อมทั้งให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง/นำสืบแก้ด้วย
          ๔. มีการสอบสวนตอนใดนอกจากที่กล่าวมา ทำไม่ถูกต้องบ้าง หากเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ผู้บริหารท้องถิ่นต้องสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไข/ดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว แต่หากไม่สำคัญจะสั่งให้แก้ไขหรือไม่ก็ได้ (เป็นดุลพินิจ)

          เมื่อได้ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน ของสำนวนการสอบสวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้
          ๑. กรณีคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา
              (๑) ไม่ได้กระทำผิด หรือ
              (๒) ไม่มีเหตุที่จะให้ออกจากราชการ เพราะ
                     ๑) หย่อนความสามารถ
                     ๒) บกพร่อง หรือ
                     ๓) ประพฤติตนไม่เหมาะสม
          สมควรยุติเรื่อง
          ๒. ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาสั่งการ ดังต่อไปนี้
               (๑) หากเห็นด้วยกับคณะกรรมการสอบสวน ให้บันทึกท้ายรายงานการสอบสวนเป็นหนังสือว่า "เห็นชอบ" หรือ "ดำเนินการตามเสนอ" เป็นต้น           
               (๒) หากเห็นแย้ง เช่น คณะกรรมการสอบสวน มีความเห็นว่า เห็นควรยุติเรื่อง ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน (วินัยอย่างไม่ร้ายแรง)
               แต่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่าจะให้ลงสถานโทษหรือระดับโทษที่หนักขึ้นหรือเบาลงจากที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอมาก็ได้ โดยบันทึกอ้างเหตุผลประกอบความเห็นแย้งไว้เป็นหนังสือด้วยว่า เพราะเหตุใด อย่างไร เป็นต้น
               เช่น คณะกรรมการสอบสวนเสนอว่าเห็นควรให้ลงโทษภาคทัณฑ์ แต่มีเหตุอันควรลดหย่อนโทษ เนื่องจากเป็นการกระทำผิดวินัยครั้งแรก จึงควรงดโทษภาคทัณฑ์และให้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือแทน แต่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่า "ให้ลงโทษภาคทัณฑ์ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับผู้อื่นได้" เป็นต้น
          กล่าวคือ ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นควรลงโทษสถานใดก็ได้ (ในระดับวินัยอย่างไม่ร้ายแรง) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนไม่ผูกพันผู้บริหารท้องถิ่นให้ต้องเห็นตาม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเหตุผลและคำอธิบาย
          ผู้บริหารท้องถิ่นต้องสั่งการดังกล่าวภายใน ๓๐ วัน นับแต่ได้รับสำนวนจากคณะกรรมการสอบสวน
          ๓. ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา
              (๑) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
              (๒) ผู้บริหารท้องถิ่นต้องพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหา
                    ๑) ได้กระทำผิดวินัยหรือไม่
                    ๒) ถ้าผิด เป็นวินัยอย่างร้ายแรง หรืออย่างไม่ร้ายแรง
                    ๓) กรณีผู้บริหารท้องถิ่นเห็นพ้องกับคณะกรรมการสอบสวน ให้บันทึกความเห็นเป็นหนังสือท้ายรายงานการสอบสวนว่า "เห็นชอบ"
                    ๔) กรณีผู้บริหารท้องถิ่นเห็นแย้ง ต้องบันทึกเป็นหนังสือท้ายรายงานการสอบสวน โดยอ้างเหตุผลประกอบด้วย
          ๔. คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บริหารท้องถิ่นแม้เพียงฝ่ายเดียวเห็นว่าเป็นวินัยอย่างร้ายแรง ต้องลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ
               (๑) ผู้บริหารท้องถิ่นยังไม่สามารถออกคำสั่งลงโทษได้
               (๒) ให้บันทึกท้ายรายงานการสอบสวนว่า "รายงาน ก.จังหวัดเพื่อพิจารณา"
               (๓) ส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง ก.จังหวัด ภายใน ๓๐ วันนับแต่ได้รับสำนวนจากคณะกรรมการสอบสวน 
               (๔) รอจนกว่า ก.จังหวัดจะมีมติเห็นชอบ หรือเห็นเป็นอย่างอื่น
               (๕) ผู้บริหารท้องถิ่นต้องออกคำสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้นในภายหลัง

          การที่ผู้บริหารท้องถิ่นส่งเรื่องไปยัง ก.จังหวัดดังกล่าว เพื่อให้ ก.จังหวัดพิจารณาว่า
          ๑. เห็นชอบตามที่ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอหรือไม่ อย่างไร
          ๒. หย่อนความสามารถ
          ๓. บกพร่อง หรือ
          ๔. ประพฤติตนไม่เหมาะสม
          หรือไม่ อย่างไร

         
                                      สวัสดี



----------
          - มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"บทเรียน..ผ่านไลน์" ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑

"บทเรียน..ผ่านไลน์"    ครั้งที่ ๓๓/๒๕๖๑                                    ๒๐ ก.ย. ๒๕๖๑                                       ...